ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟอสซิล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟอสซิล แสดงบทความทั้งหมด

ทีมนักวิจัยระบุว่า พบ ไข่ไดโนเสาร์มีสภาพสมบูรณ์เพราะอาจถูกฝังอยู่ใต้โคลนที่ถล่มลงมา ช่วยให้รอดพ้นจากสัตว์กินซากต่าง ๆ



ทีมนักวิจัยระบุว่าพบ ไข่ไดโนเสาร์มีสภาพสมบูรณ์เพราะอาจถูกฝังอยู่ใต้โคลนที่ถล่มลงมา ช่วยให้รอดพ้นจากสัตว์กินซากต่าง ๆ

ดร.ฟิออน ไวซัม หม่า หนึ่งในทีมศึกษาเรื่องนี้กล่าวว่า มันคือ "ตัวอ่อนไดโนเสาร์สภาพสมบูรณ์ที่สุดที่มีการค้นพบในประวัติศาสตร์"

การค้นพบครั้งนี้ช่วยให้ทีมวิจัยได้มีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้นถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างไดโนเสาร์กับสัตว์ปีกในยุคปัจจุบัน โดนฟอสซิลเผยให้เห็นว่า ตัวอ่อนอยู่ในท่า "ขดตัว" ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้ในสัตว์ปีกก่อนที่จะฟักออกจากไข่

ดร. หม่า เผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า "นี่บ่งชี้ว่า พฤติกรรมในสัตว์ปีกยุคใหม่มีวิวัฒนาการและต้นกำเนิดมาจากบรรพบุรุษไดโนเสาร์ของพวกมัก"

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในจีนประกาศข่าวการค้นพบฟอสซิลตัวอ่อนไดโนเสาร์ในสภาพสมบูรณ์ โดยอยู่ในลักษณะเตรียมฟักออกจากไข่เหมือนกับไก่ ช่วยให้เราได้เข้าใจยิ่งขึ้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างไดโนเสาร์กับสัตว์ปีกในปัจจุบัน

ตัวอ่อนไดโนเสาร์นี้ถูกค้นพบในเมืองก้านโจว ทางภาคใต้ของจีน และทีมนักวิจัยประเมินว่ามันมีอายุอย่างน้อย 66 ล้านปี โดยมีความยาวตั้งแต่หัวถึงหาง 27 ซม. และนอนอยู่ในไข่ยาว 17 ซม.

เชื่อกันว่ามันคือได้โนเสาร์เทโรพอดไร้ฟัน หรือ "โอวิแรปโทโรซอร์" (oviraptorosaur) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อให้มันว่า "เบบี้ หยิงเหลียง

โอวิแรปโทโรซอร์ ซึ่งมีความหมายว่า "สัตว์เลื้อยคลานจอมขโมยไข่" คือไดโนเสาร์มีขนที่เคยมีชีวิตอยู่ในเอเชีย และอเมริกาเหนือ ในยุคครีเทเชียสตอนปลาย ระหว่าง 100 - 66 ล้านปีก่อน


ศาสตราจารย์ สตีฟ บรูแซตต์ นักบรรพชีวินวิทยา หนึ่งในทีมวิจัยครั้งนี้ได้โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ว่า นี่คือ "หนึ่งในฟอสซิลไดโนเสาร์ที่น่าตื่นตาที่สุด" ที่เขาเคยเห็น และตัวอ่อนอยู่ในสภาพใกล้จะฟักออกจากไข่

"เบบี้ หยิงเหลียง" ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2000 และถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติหยิงเหลียง สโตน ในจีนอยู่นานถึง 10 ปี จนกระทั่งมีการก่อสร้างที่พิพิธภัณฑ์ จึงทำให้มีการนำฟอสซิลที่เก็บรักษาไว้ออกมาจัดหมวดหมู่ใหม่ และทีมนักวิจัยได้ไปสะดุดตากับฟอสซิลไข่นี้ ซึ่งพวกเขาสันนิษฐานว่าอาจมีตัวอ่อนไดโนเสาร์อยู่ด้านใน โดยจากนี้พวกเขามีแผนจะใช้เทคนิคการสแกนที่ล้ำสมัยเพื่อสร้างภาพจากโครงกระดูกที่สมบูรณ์ของมันต่อไป

พบฟอสซิล​ “ชิ้นส่วนปอด” ของปลาโบราณอายุ 66 ล้านปีในประเทศโมร็อกโก​โดยบังเอิญ

ขุดพบฟอสซิล​ชิ้นส่วนปอดของปลาดึกดำบรรพ์ตัวใหญ่พอๆกับฉลามขาว พบฟอสซิล​ “ชิ้นส่วนปอด” ของปลาโบราณอายุ 66 ล้านปีในประเทศโมร็อกโก​โดยบังเอิญ

นัก​บร​ร​พชีวิน​วิทยา​เชื่อว่าชิ้นส่วนฟอสซิลดังกล่าว เป็นส่วนของปอดปลาในลำดับเดียวกับปลา “ซีลาแคนท์” ซึ่งหากยึดตามนี้ ปลาตัวนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าปลาซีลาแคนท์ที่พบในทุกวันนี้มาก ความยาวหัวถึงหางของปลาโบราณตัวนี้น่าจะยาวถึง 5.2 เมตร​เลยทีเดียว ขนาดน่าจะพอๆกับฉลามขาว

ที่มาของฟอสซิลนี้ยิ่งน่าแปลกเข้าไปอีก คือพบว่าปะปนอยู่กับฟอสซิลชิ้นส่วนอื่นๆของไดโนเสาร์มีปีก “เทอโรซอร์” บนแผ่นหินที่ได้มาจากเมืองอวดเซมในโมร็อกโก​ ซึ่งเป็นที่ๆไม่เคยมีใครพบฟอสซิล​ปลาซีลาแคนท์มาก่อน

“ปลาซีลาแคนท์ที่เป็นเจ้าของปอดนี้ตัวใหญ่มาก และมันมีชีวิต​อยู่ในยุคเดียวกับทีโรซอร์นั่นคือ​ยุคครีเทเชียส เมื่อ 66 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของเหล่าไดโนเสาร์​ทั้งปวง” ศาสตราจารย์​ดอกเตอร์​ David Martill ผู้เชี่ยวชาญ​ด้านเนื้อเยื่อพืชและสัตว์​โบราณ​จากมหาวิทยาลัย​ Portsmouth ในอังกฤษ​อธิบาย

นักสะสมฟอสซิล”เทอโรซอร์” คนหนึ่ง ได้ซื้อแผ่นหินที่มีฟอสซิลหลากหลายชิ้นนี้มาจากพ่อค้าฟอสซิลรายหนึ่ง​ในโมร็อกโก​ และในช่วงแรกเขาก็เข้าใจไปเองว่า ชิ้นส่วนแปลกๆที่เห็นคือหัวกระโหลกของ “เทอโรแดคทิลลัส” แต่ก็ไม่แน่ใจ สุดท้ายก็ลองติดต่อผู้เชี่ยวชาญ​ด้านนี้นั่นคือดอกเตอร์​ David Martill ให้เข้ามาตรวจสอบ​ดู

“ตอนแรกที่เขาส่งภาพให้ผมดู ผมก็ดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่แน่ใจว่าไม่ใช่กระโห​ลก​ “เทอโรซอร์” แน่นอน” ดอกเตอร์​ David Martill กล่าว

สุดท้ายผมก็ต้องเดินทางไปดูด้วยตา และก็พบลักษณะ​ที่เด่นชัด มันเป็นปอดที่ห่ออยู่ในโครงสร้างกระดูก​รูปถัง โครงสร้างปอดแบบนี้บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นปอดของปลาในลำดับเดียวกับปลาซีลาแคนท์อย่างแน่นอน เพราะเราไม่พบว่ามีในสัตว์โบราณ​ชนิดอื่น

เพื่อให้มั่นใจ ดอกเตอร์​ David Martill ได้ติดต่อผู้​เชี่ยวชาญ​เฉพาะ​ด้าน​ปลาซีลาแคนท์ระดับโลก​อีกท่านหนึ่งคือ Paulo Brito จากมหาวิทยาลัย​ดีโอเดอจาเนโร มาช่วยตรวจสอบ และผลก็ออกมา​ในทางเดียวกัน

“ปลาซีลาแคนท์ทั่วไปในยุคนั้นจะมีขนาดราว 3-4 เมตร แต่ตัวที่เห็นนี้มันใหญ่เกินปกติไปมาก ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นปลาในลำดับเดียวกันกับปลาซีลาแคนท์ที่ทุกวันนี้ตัวที่ยังมีชีวิตที่จับได้มีขนาดเมตรกว่าๆเท่านั้น” Paulo Brito อธิบาย

และเราได้พบร่อวรอยบาดแผลบนชิ้นปอดนี้ด้วย เราจึงสันนิษฐาน​ว่า เจ้าปลาซีลาแคนท์ยักษ์​ตัวนี้ น่าจะตายเพราะถูก​กัดกิน​โดยนักล่าแห่งท้องทะเลครีเทเชียสที่มีร่างกายใหญ่โต​กว่ามันอย่าง โมซาซอร์ หรือ พลีซิโอซอร์ อย่างแน่นอน

ด้วยความเสียดาย แต่สุดท้ายเจ้าของแผ่นหินที่มีฟอสซิล​ปอดปลาซีลาแคนท์ก็ยอมให้ดอกเตอร์​ David Martill ตัดเอาชิ้นส่วนบริเวณนั้นไปศึกษา​ต่อ และสุดท้ายก็ยอมบริจาคให้มหาวิทยาลัย​ Hassan II University of Casablanca ในโมร็อกโก​

 ​

นักโบราณคดี-ยืนยันค้นพบ Godzilla Shark ฉลาม-ก็อดซิลล่า อายุ 300 ล้านปี


หลังวิจัย 7 ปีเต็ม นักโบราณคดี-ยืนยันค้นพบ “Godzilla Shark” (ฉลาม-ก็อดซิลล่า) อายุ 300 ล้านปี

การค้นพบฟอสซิลของสิ่งชีวิตดึกดำบรรพ์ชนิดนี้ นอกจากจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักบรรพชีวินแล้ว ยังมีความสำคัญในการปะติดปะต่อเส้นทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตยุคปัจจุบัน และอาจเชื่อมโยงมาถึงเส้นทางวิวิฒนาการของมนุษย์ได้

สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่จัดว่ามีบรรพบุรุษสืบมาตั้งแต่ยุคโบราณคือ “ฉลาม” ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบฟอสซิลบรรพบุรุษของฉลามเมื่อปี 2013 ย้อนช่วงอายุไปได้นานถึง 300 ล้านปีเลยทีเดียว โดยนักบรรพชีวินได้ให้ชื่อเล่นกับมันไว้ว่า “ฉลามก็อดซิลล่า” (Godzilla Shark)

ฟอสซิลของฉลามก็อตซิลล่าที่ค้นพบในปี 2013 ถือว่ามีโครงสร้างค่อนข้างสมบูรณ์ ประกอบด้วยชิ้นส่วนของกระดูกที่ทำให้ทราบว่าพวกมันน่าจะมีขนาดตัวยาวกว่า 2 เมตร, ชิ้นส่วนของฟันจำนวน 12 แถว และครีบหลังที่ยาว 0.8 เมตร ด้วยขนาดอันใหญ่ยาวของมันจึงได้สมญานามว่า เจ้าฉลาดก็อดซิลล่า นั่นเอง

หลังการค้นพบมาแล้วกว่า 7 ปี ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องต้องกัน ที่จะให้ชื่อทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการว่า Dracopristis hoffmanorum ซึ่งแปลว่า ฉลามมังกรของฮอฟฟ์แมน (Hoffman’s Dragon Shark) เพื่อเป็นเกียรติให้กับครอบครัวที่เป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่ของภูเขาแมนซาโน รัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ค้นพบฟอสซิล

สิ่งที่ทำให้ฉลามก็อดซิลล่าแตกต่างไปจากฉลามในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด คือส่วนของฟันทั้งหมด 12 แถว ที่มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูมมากกว่าที่จะมีลักษณะคล้ายหอกเหมือนฟันของฉลามในปัจจุบัน ฟันลักษณะนี้จึงเหมาะที่จะใช้ในการกัดและบดขยี้เหยื่อให้ละเอียด แรงกัดของมันคงมากมายมหาศาลและใช้จัดการกับเหยื่อขนาดใหญ่หรือมีร่างกายทนทานได้เป็นอย่างดี

แล้วมันเข้ามาเติมเต็มเส้นทางวิวิฒนาการได้อย่างไร ? ตอบ : สิ่งที่ยังขาดหายไปสำหรับสายวิวิฒนาการของฉลาม คือความเชื่อมโยงระหว่างฉลามและปลากระเบน การค้นพบฟอสซิลของฉลามก็อดซิลล่าจึงเป็นการค้นพบจิ๊กซอว์ที่ยังขาดหายไปในฐานะของสัตว์ในวงศ์ Ctenacanthus ซึ่งแยกออกมาจากวงศ์ของฉลามและปลากระเบนเมื่อ 390 ล้านปีก่อน และสูญพันธุ์ไปเมื่อ 60 ล้านปีก่อนนั่นเอง

นี่คือฟันของฉลามก็อตซิลล่า
การค้นพบฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างฉลาดก็อดซิลล่า ทำให้ทราบว่าพื้นที่นิวเม็กซิโกน่าจะเคยเป็นทะเลมาก่อน ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมาเป็นเขตป่าฝนจากการค้นพบฟอสซิลของไดโนเสาร์ไทแรนโนซอรัส ดังนั้น จะเห็นได้ว่าโลกของเราผ่านการแปรเปลี่ยนมานับหลายล้านปี ไม่แน่พื้นที่หลังบ้านของคุณอาจมีฟอสซิลของสัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์ฝังอยู่ก็เป็นได้

– สาเหตุการสูญพันธุ์ของเมกาโลดอน (Megalodon) ฉลามที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในท้องทะเลที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 16 ล้านปีก่อน ระหว่างยุคไมโอซีน (Miocene) ถึงไพลโอซีน (Pliocene) และสูญพันธุ์ไปเมื่อราว ๆ 2 ล้านปีก่อน มาจากการ การไม่ยอมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก 

โดยเหตุการณ์การสูญพันธุ์ของเมกาโลดอนเกิดขึ้นเป็นลำดับดังนี้ เริ่มจากระดับน้ำลดลงกระทันหัน 
– วาฬเบลีนและแมวยักษ์ไม่มีที่อยู่ 
– ทำให้เมกาโลดอนไม่มีอาหารกิน 
– รวมถึงไม่มีแหล่งขยายพันธุ์ 
– สุดท้ายเมื่อไม่มีทั้งอาหารและแหล่งขยายพันธุ์ 
– พวกมันจึงสูญพันธุ์ในที่สุด

ฝูงลูกปลา 259 ตัวกลายเป็นฟอสซิลอายุ 50 ล้านปี

ฝูงลูกปลา 259 ตัวกลายเป็นฟอสซิลอายุ 50 ล้านปีก่อน
ค้นหา
Custom Search
ชีววิทยา  ปลา  ประวัติศาสตร์  โบราณวัตถุ 
1.ฟอสซิล 50 ล้านปี ของพิพิธภัณธ์ญี่ปุ่น  แสดงฝูงปลา 259 ตัวกำลังแหวกว่ายหนึ่งในตัวอย่างพฤติกรรมการรวมฝูงที่ค้นพบจากโบราณวัตถุ
ที่ห้องนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ในญี่ปุ่นมีแผ่นฟอสซิลที่แสดงอาการลูกปลา  259 ตัว
กำลังแหวกว่ายน้ำร่วมกันเป็นฝูงเมื่อราว 50 ล้านปีก่อน
ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the Royal 
Society Bฟอสซิลยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้แสดงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าฝูงปลาแหวกว่ายน้ำร่วมกันเหมือนกับฝูงปลาในทุกวันนี้

ทีมงานนักวิจัยจาก  
Arizona  ได้พบแผ่นฟอสซิลที่น่าทึ่งแผ่นนี้ระหว่างเยี่ยมชม  Oishi Fossils Gallery of Mizuta Memorial Museum ใน Japan
ผลจากการเรียนรู้/สอบถามข้อมูลระหว่างพิพิธภัณฑ์
ฟอสซิลฝูงลูกปลาน่าจะอยู่ในช่วงการก่อตัวAmerica's Green River Formation

ซึ่งเป็นชั้นแร่ทางธรณีวิทยาในยุคปัจจุบันที่  Colorado, Wyoming และ Utahที่มีซากดึกดำบรรพ์ช่วง 53 ล้านปีและ 48 ล้านปีก่อน
ฝูงลูกปลาเหล่านี้อยู่ในเผ่าพันธุ์ Erismatopterus levatus ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วและดูเหมือนว่าฝูงลูกปลาฝูงนี้ถูกฝังรวมอยู่ด้วยกัน
มีอีกสองตัวกระจ้อยร่อยที่ว่ายน้ำแยกออกไปจากฝูง 
แต่ทั้งสองตัวต่างว่ายน้ำไปในทิศทางเดียวกัน
ในท้องน้ำที่พวกมันแหวกว่ายกันเป็นประจำท้องน้ำอาจจะถูกตัดขาด  
ทำให้ระยะทางสั้นลง
โดยหิมะ/เศษหิน/เศษทรายจำนวนมหาศาลถล่มลงในท้องน้ำ
สันนิษฐานว่า  หิมะที่ตกหนักสร้างความหนาวเย็นอย่างแรง
ทำให้ฝูงลูกปลาทั้งฝูงแข็งตายทันทีพร้อมกันหรือเศษหิน/เศษทรายจำนวนมหึมาทลายลงมากลบฝังทั้งเป็นหรือเศษหิน/เศษทรายตามมากลบทับในภายหลังจากหิมะตกอย่างหนัก
2.เพื่อพิสูจน์ว่าฝูงลูกปลาฝูงนี้
กำลังแหวกว่ายน้ำอยู่ในฝูงเดียวกัน
และไม่ใช่แค่ฟอสซิลที่เกิดขึ้นด้วยวิธีบังเอิญ

นักวิจัยจึงได้ทำการจำลองสถานการณ์จำลองอาการเคลื่อนไหวของฝูงลูกปลา
ผลการจำลองแสดงให้เห็นว่า
ฝูงลูกปลาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ว่ายน้ำไปในทางเดียวกันแต่ยังทำตามกฎพฤติกรรมที่ยังอนันตกาล
แบบที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่ในทุกวันนี้

" เราพบร่องรอยของกฎสองข้อ
สำหรับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่คล้ายกัน

จากบรรดาฝูงปลาที่ยังหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้การผลักตนเอง
(ว่ายหนี)ออกจากปลาที่ว่ายมา
ใกล้ชิดและการดึงดูด(ร่วมกลุ่ม)เพื่อนบ้านที่ระยะไกลให้มารวมตัวกัน....
กล่าวอีกนัยหนึ่งปลาแต่ละตัวต่างว่ายเข้าหากัน  แต่ไม่อยู่ใกล้กันจนชนกัน "นักวิจัยได้เขียนบทสรุปผลการศึกษา 
ผลการศึกษาฝูงสัตว์ว่ายน้ำได้ในยุคโบราณ(ที่ตายไปนานแล้ว)
แสดงให้เห็นว่า ปลา (และสัตว์อื่น ๆ ที่ว่ายน้ำได้)
มีวิวัฒนาการพฤติกรรมของกลุ่ม/ฝูง
โดยมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยก็ 50 ล้านปีก่อน
การว่ายน้ำของฝูงสัตว์น้ำมีการประสานงานกันอย่างดี
ดูเหมือนว่า จะช่วยให้ฝูงลูกปลา/ปลาจะไม่ถูกนักล่ากัดกินได้อย่างง่าย ๆแต่ก็ไม่สามารถช่วยฝูงลูกปลานี้จากการอยู่ในพิพิธภัณฑ์

ต้นกำเนิดดอกไม้เกิดในยุคจูราสสิกเมื่อ 174 ล้านปี


ค้นหา
ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแองจิโอสเปิร์มส์ (Angiosperms) หรือพืชดอก ที่เป็นพืชมีระบบท่อลำเลียง มีดอกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ ส่วนของเมล็ดก็มีรังไข่ห่อหุ้ม เกิดขึ้นในโลกไม่เกิน 130 ล้านปีที่ผ่านมา

แต่เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้ค้นพบพันธุ์ดอกไม้ชนิดหนึ่งในประเทศจีน ก็ทำให้สั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ เพราะดอกไม้ดังกล่าวได้เพิ่มข้อมูลใหม่ด้านทฤษฎีการวิวัฒนาการของพืชดอกเกี่ยวกับช่วงเวลาการกำเนิดขึ้นของพืชดอกบนโลก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาตัวอย่างของซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil) ดอกไม้ 198 ชิ้นที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในหิน 34 ก้อนจากพื้นที่หมวดหินเซี่ยงซานตอนใต้ ในนครหนานจิงของจีน

ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการค้นพบซากฟอสซิลจากต้นยุคจูราสสิก นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยาหนานจิงได้ตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์จนได้ภาพความละเอียดสูงของดอกไม้จากมุมที่ต่างกัน

และใช้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับรูปร่างและโครงสร้างซากฟอสซิลที่แตกต่างกันมาสร้างลักษณะของดอกไม้
โดยตั้งชื่อว่า
“หนานจิงแอนธัส เดนโดรสไตลา” (Nanjinganthus
dendrostyla)
หลักฐานใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าจริงๆแล้วพืชดอกน่าจะเกิดขึ้นมาก่อนหน้าของความเชื่อเดิม
ราวๆ 50 ล้านปี ซึ่งอยู่ประมาณ 174 ล้านปีที่แล้วและตรงกับต้นยุคจูราสสิก

การค้นพบนี้มีความสำคัญต่อการยืนยันสถานะของซากฟอสซิลหนานจิงแอนธัส เดนโดรสไตลา ว่าเป็นพืชดอกชนิดใหม่ และอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับพืชดอก 

ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้และดูแลทรัพยากรจากพืชในโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ค้นพบฟอสซิลแมลงสาบที่มีอายุถึง 49 ล้านป๊

ค้นพบฟอสซิลแมลงสาบที่มีอายุถึง 49 ล้านปีเมื่อคุณนึกถึงโลกล้านปีในยุคจูราสสิค...
สัตว์ที่เราจะต้องนึกถึงเป็นอันดับแรกต้องเป็นไดโนเสาร์พันธู์ต่างๆ แน่นอน แต่ใครจะไปคิดว่าสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัวที่ใครๆ
ต่างเรียกชื่อมันอย่างไพเราะเสนาะหูว่า "ปีเตอร์" จะมีชีวิตอยู่ตั้งแต่ 40-50 ล้านปีก่อนด้วย
เมื่อเร็วๆ นี้ ฟอสซิลของแมลงสาบกว่า 70 ชนิดสายพันธ์ุ  Ectobius ถูกพบในแถบยุโรปและแอฟริกา

ซึ่งมีขนาดอยู่ระหว่าง 0.25-0.5 นิ้ว (6.35-12.7 มิลลิเมตร) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแมลงสาบอเมริกันที่มีความยาวถึง 4 เซ็นติเมตร ที่เคยเป็นหายนะของเมืองเล็กๆ ทั่วอเมริกันมาก่อน
ก่อนหน้านี้นักวิจัยได้ค้นพบฟอสซิลของแมลงสาบ Ectobius ที่มีอายุกว่า 44 ล้านปี...
แต่ล่าสุดนักวิจัยได้ค้นพบฟอสซิลของแมลงสาบที่เก่าแก่โดยมีอายุมากถึง 49 ล้านปีด้วยกัน ในบริเวณพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐโคโลราโด

อำพันฟอสซิลหอยทากอายุ 99 ล้านปี ถูกพบในพม่า

ค้นหา
Custom Search
อำพันฟอสซิลหอยทาก ถูกพบในพม่าอายุ 99 ล้านปี

หอยทาก เป็นสิ่งมีชีวิตที่หลายคนอาจมองว่ามันบอบบาง พวกมันเป็นสัตว์โบราณที่มีกำเนิดมาในราวตอนกลางยุคคาร์บอนิเฟอรัส  ราวๆ เกือบ 400 ล้านปีที่ผ่านมา งานวิจัยล่าสุดที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Cretaceous Research เปิดเผยข้อมูลการศึกษาฟอสซิลหอยทากอายุ 99 ล้านปีที่อยู่ในอำพัน

อำพันฟอสซิลหอยทากชิ้นนี้ถูกพบในประเทศพม่า เปลือกของมันยังคงถูกรักษาไว้ไว้อย่างสมบูรณ์อยู่ภายในอำพัน อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่ามันไม่ใช่ฟอสซิลหอยทางที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบคือหอยทากยังมีชีวิตอยู่ขณะที่ติดอยู่ในอำพันชิ้นนี้ชี้ เพราะมีชิ้นส่วนของหอยทางที่พยายามจะหนีออกมาจากยางไม้ แต่ก็ไม่เป็นสำเร็จจนมันต้องอยู่ในนั้นตลอด
อำพันเคยเป็นยางไม้ที่เหนียวนิ่มเราจึงพบว่าอาจมีแมลงหรือแม้แต่สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กอยู่ในเนื้อของมันได้ ยางไม้ที่มีสภาพเป็นกึ่งซากดึกดำบรรพ์รู้จักกันในนามของโคปอล

นักโบราณคดีจีนค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ มีรูปร่างหน้าตาคล้ายไก่

🦕ไก่ไดโนเสาร์!? นักโบราณคดีจีนค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ มีรูปร่างหน้าตาคล้ายไก่ จะเป็นยังไง? 
ดูเลยครับ

ค้นหา
Custom Search
ก่อนหน้านี้ที่ประเทศจีนได้มีการรายงานว่าพบฟอสซิลไข่ของไดโนเสาร์กินพืชยุคครีเตเชียสมาแล้ว ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นผลงานการค้นพบของนักโบราณคดีชาวจีนอีกเช่นกัน โดยเป็นการค้นพบฟอสฟิลของไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ ที่นักโบราณคดีระบุว่ามันมีลักษณะคล้ายไก่อีกด้วย

การค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่นี้เป็นผลงานของนักโบราณคดีมณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน โดยจากข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีระบุว่าฟอสซิลที่พบน่าจะมีอายุประมาณ 125 ล้านปี โดยเป็นฟอสซิลของไดโนเสาร์สายพันธุ์ Jianianhualong tengi ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ในวงศ์ Troodontid
ไดโนเสาร์สายพันธุ์ Jianianhualong tengi เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ น้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัมเท่านั้น โดยหลังจากที่นำฟอสซิลไดโนเสาร์ที่พบไปศึกษาอย่างละเอียด จึงทำให้ทราบว่ามันเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนแถมยังมีรูปร่างหน้าตาคล้ายไก่เอามากๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้จะบินได้หรือไม่

อีกหนึ่งความพิเศษที่นักโบราณคดีพบในครั้งนี้ก็คือ ปีกของไดโนเสาร์สายพันธุ์ Jianianhualong tengi ทั้งสองข้างจะไม่เท่ากัน โดยจะมีด้านใดด้านหนึ่งที่กว้างกว่า ซึ่งส่วนใหญ่จะพบลักษณะของปีกแบบนี้ในสัตว์สายพันธุ์ที่มีปีกแต่บินไม่ได้เท่านั้น
Jianianhualong tengi 

การค้นพบครั้งนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications ซึ่งหลังจากนี้นักโบราณคดีจะทำการศึกษาเส้นขนของฟอสซิลไดโนเสาร์ที่พบในครั้งนี้ เพื่อหาถึงความเชื่อมโยงว่าขนของมันมีส่วนเกี่ยวข้องในการบินของไดโนเสาร์สายพันธุ์ Jianianhualong tengi หรือไม่? อย่างไร?

พบฟอสซิลบรรพบุรุษไดโนเสาร์รุ่นจิ๋ว ขนาดเล็กกว่าสมาร์ทโฟน

ค้นหา
Custom Search
นักวิทยาศาสตร์ เผยซากฟอสซิลที่เป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์พันธุ์จิ๋ว สัตว์ดึกดำบรรพ์ขนาดพกพาที่เล็กกว่าสมาร์ทโฟน

สัตว์ดึกดำบรรพ์ยุคก่อนไดโนเสาร์ขนาดจิ๋วนี้มีชื่อว่า “คอนโกนาฟอน เคลี” (Kongonaphon kely) อยู่ในตระกูลเทอร์โรซอร์ หรือ กิ้งก่าบินได้ในยุคไทแรสสิคตอนปลาย มีขนาดเพียง 4 นิ้ว หรือ 10 เซนติเมตร และกินแมลงเป็นอาหาร ตามการเปิดเผยในวารสาร National Academy of Sciences เมื่อวันจันทร์

โดยซากฟอสซิลอายุกว่า 237 ล้านปีของสัตว์โบราณพันธุ์จิ๋วนี้ ถูกค้นพบในมาดากัสการ์ และคาดว่ามีอายุโตเต็มวัยแล้ว 
แม้จะมีขนาดเล็กพกพาได้เช่นนี้ ด้านคริสเตียน แคมเมอร์เรอร์ นักวิจัยจาก North Carolina Museum of Natural Sciences บอกว่า นี่เป็นบรรพบุรุษยุคก่อนไดโนเสาร์ขนาดจิ๋วที่ดูน่ารักน่าพกพา และอาจจะเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ได้เลย

ทีมสำรวจ ม.มหิดล พิสูจน์ซากฟอสซิล คาดเป็นหมึกทะเล 500 ล้านปีก่อน


ค้นหา
Custom Search
ทีมสำรวจ ม.มหิดล พิสูจน์ซากฟอสซิล คาดเป็นหมึกทะเล 500 ล้านปีก่อน
ทีมสำรวจหลักสูตรธรณีศาสตร์ ม.มหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี พิสูจน์ซากฟอสซิล และหินรูปทรงแปลกจำนวนมากที่พบใน เขากระทะ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี คาดเป็นหมึกทะเลโบราณอายุ 400-500 ล้านปี โดยจะรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป...

คาด เป็นซากฟอสซิล หมึกทะเลโบราณอายุ 500ปีล้านก่อน..
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ธ.ค. 58 ดร.ปริญญา พุทธาภิบาล ประธานหลักสูตรธรณีศาสตร์ ม.มหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี พร้อมอาจารย์และนักศึกษาร่วมเดินทางลงพื้นที่ ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เพื่อร่วมกันตรวจสอบ ซากดึกดำบรรพ์ ในพื้นที่ เขากระทะ บ้านท่ากระดาน

เนื่องจากทาง ม.มหิดล ได้รับการประสานงานจาก นายอำนาจ ทัดสวน ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสวัสดิ์พิทยาคม แจ้งว่า ครูสุนทร ดอนอินทรัพย์ ครูจากโรงเรียนบ้านศรีสวัสดิ์พิทยาคม ได้ร่วมกับ ปราชญ์ชุมชนบ้านทับกระดาน คือ ผู้มีนามว่า ลุงโร และคุณวรรณา สุวรรณ์ มีการพบหินลักษณะแปลก และคล้ายซากฟอสซิล จึงขอประสานงานมายัง ม.มหิดล เพื่อส่งผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการมาตรวจสอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดูแลรักษาต่อไปในอนาคต

ผู้เชียวชาญและนักวิชาการ ม.มหิดล กำลังทำการตรวจสอบ
และหลังจากการตรวจสอบเบื้องต้น ดร.ปริญญา เปิกเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า เป็นซากดึกดำบรรพ์ เป็นกลุ่มหมึกทะเลโบราณ เมื่อประมาณ 443-585 ล้านปีที่แล้ว และมีแนวโน้มและโอกาสที่จะพบซากฟอสซิลร่วมสมัยชนิดอื่นๆ อีกมากอย่างแน่นอน และในพื้นที่ดังกล่าวมีหินซึ่งเป็นลักษณะหินมีลวดลายคล้ายงูเหลือม และรูปทรงแปลกตา อีกเป็นจำนวนมาก 


ซึ่งน่าจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ด้านธรณีวิทยาและธรรมชาติวิทยา และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีต่อไปในอนาคต ดังนั้นจะรีบรายงานทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป

ดร.ปริญญา พุทธาภิบาล ประธานหลักสูตรธรณีศาสตร์ ม.มหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี
ที่มาของภาพ : จากทีมสำรวจ ม.มหิดล

ขุดทางรถไฟใต้ดินพบฟอสซิลยุคน้ำแข็ง

🏭ขุดทางรถไฟใต้ดินพบฟอสซิลยุค
น้ำแข็ง 
เป็นความบังเอิญที่มีค่าต่อการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมื่อจู่ๆทีมขุดเจาะขยายทางรถไฟใต้ดินในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 
ได้ค้นพบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil) หลายชิ้นเรื่อยมา ล่าสุด แอชลีย์ เลเกอร์ นักบรรพชีวินวิทยาที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานการขนส่งแห่งเมืองลอสแอนเจลิส ได้ตรวจสอบซากดึกดำบรรพ์ที่เพิ่งเจอใหม่และระบุว่าซากดึกดำบรรพ์ที่พบครั้งนี้มีทั้งกรามกระต่าย, เท้าหน้าของอูฐ, กระดูกสันหลังไบซัน, ฟันและกระดูกข้อเท้าของม้า รวมทั้งงาช้างมาสโตดอน (mastodon)
แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการพบซากกะโหลกศีรษะช้างแมมมอธในลักษณะที่หาได้ยากยิ่ง เนื่องจากยังมีงายึดติดอยู่กับส่วนของกะโหลก เป็นสายพันธุ์แมมมอธโคลอมเบีย อายุ 8-12 ปี สันนิษฐานว่าเคยมีชีวิตอยู่ในช่วงสุดท้ายของยุคน้ำแข็ง (Ice Age) 

เมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว จากนั้นแมม
มอธตัวนี้ก็ได้รับการตั้งชื่อว่าเฮย์เดน (Hayden) ตามชื่อของเฮย์เดน เลสลี แพนิตเทีย นักแสดงสาวจากซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง “แนชวิลล์” (Nashville) และ “ฮีโรส์” (Heroes) เนื่องจากทีมงานกำลังติดตามชม
ซีรีส์ของเธอก่อนที่จะขุดพบซากกะโหลกแมมมอธดังกล่าว
การพบซากกะโหลกแมมมอธหายากหนนี้ สร้างความหวังให้กับนักบรรพชีวินวิทยาว่าจะได้ค้นพบซากโบราณเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต....
ทั้งนี้ ซากดึกดำบรรพ์ทั้งหมดได้ถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ ลา บรีอา ทาร์ พิตส์ ในลอสแอนเจลิส เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาบรรดาซากดึกดำบรรพ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

พบฟอสซิล 70 ล้านปี เหมือนสัตว์ในล็อกเนสส์ ที่แอนตาร์กติกา


พบฟอสซิล “เนสซี”แห่งทะเลสาบล็อกเนสส์ ที่ขั้วโลกใต้ อายุ 70 ล้านปี

พบฟอสซิล – เดลีเมล์ นักวิจัยพบฟอสซิลอายุประมาณ 70 ล้านปีถูกฝังใต้ดิินที่ทวีปแอนตาร์กติกา ขั้วโลกใต้ เป็นฟอสซิลที่มีความสมบููรณ์มาก สันนิษฐานว่าเป็น อีลาสโมซอร์ elasmosaur หรือสัตว์เลื้อยคลานประเภทคอยาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ น้ำหนักประมาณ 15 ตัน ยาวประมาณ 12 เมตร และเชื่อว่ามีชีวิตอยู่ในช่วงที่ระบบนิเวศทางทะเลอุดมสมบูรณ์ก่อนถึงยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์

บางคนเชื่อว่า “เนสซี” สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อกเนสส์ ในสกอตแลนด์ เป็นเพลสิโอซอรัสซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานทะเลขนาดใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยมีตำนานเล่าขานเรื่องราวของเนสซีในศตวรรษที่ 19 ว่ามันว่ายน้ำและจะโผล่หัวขึ้นมาหายใจเหนือน้ำทุกๆ 2-3 วินาที และมีทฤษฎีอ้างว่าเนสซีเป็นแบรคิโอซิรัส หรือซอโรพอดขนาดใหญ่

โฆเซ่ โอ.กอร์มัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์จากสภาวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคนิคแห่งชาติของอาร์เจนตินา ยอมรับว่ายังไม่ทราบว่าเคยมีอีลาสโมซอรัสหรือไม่และยังคงเป็นเรื่องลึกลับต่อไป

ส่วน แอนน์ ชูลพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีกระดูกสันหลังดึกดำบรรพ์จากมหาวิทยาลัยยูเทรกต์ในเนเธอร์แลนด์ บอกว่า เคยมีอีลาสโมซอรัสอยู่มากมาย รวมทั้ง ในขั้วโลกใต้ เพราะหลักฐานทางสัณฐานวิทยาแสดงให้เห็นว่าพวกมันเป็นเพลสิโอซอรัสที่ขยายเผ่าพันธุ์จนถึงช่วงปลายยุคครีเทเชียส

อีลาสโมซอรัส อาศัยในทวีปอเมริกาเหนือในช่วงปลายของยุคครีเทเชียสตอนปลาย ประมาณ 80.5 ล้านปีก่อน มีคอยาวกว่าครึ่งหนึ่งของลำตัว ขาเป็นครีบทั้ง 4 ข้าง ร่างกายประกอบด้วยกระดูกมากกว่า 70 ชิ้นและมีกระดูกคอมากกว่าสัตว์ทุกชนิด ขนาดหัวค่อนข้างเล็กและฟันคม

ตำนานความเชื่อ “เนสซี”
คำกล่าวอ้างถึงสิ่งมีชีวิตในทะเลสาบล็อกเนสส์มีมานานหลายสิบปีแล้ว โดยมีผู้อ้างว่าพบเห็นเนสซีเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2476 ปี 1 ต่อมา พันเอก โรเบิร์ต เคนเนธ วิลสัน อ้างว่าถ่ายภาพเนสซีได้

ปี 2544 เจมส์ เกรย์ ถ่ายภาพได้ ขณะที่เขาและเพื่อนกำลังตกปลาในทะเลสาบล็อก

นอกจากนี้ ยังมีผู้อ้างว่าเห็นเนสซีอีกกว่า 1,000 ครั้ง ที่แจ้งและขึ้นทะเบียนทางเว็บไซต์ออนไลน์ ล็อก เนสส์ มอนสเตอร์ แฟนคลับ

ด้าน สตีฟ เฟลธาม ผู้เชี่ยวชาญเนสซีและเฝ้าสังเกตในทะเลสาบล็อกเนสส์มา 24 ปี คิดว่าเนสซี เป็นปลาดุกยักษ์เวลส์ชนิดหนึ่ง อาศัยในน้ำใกล้ทะเลบอลติกและแคสเปียนในยุโรป
ส่วนอีกหลายคนบอกว่า่ส่ิ่งที่เห็นอาจเป็นปลาสเตอร์เจียนตัวใหญ่ น้ำหนักหลายร้อนปอนด์ที่มีแนวสันบนหลัง อาจทำให้ดูเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน

ขณะที่มีผู้ให้ความเห็นว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นเนสซีอาจเป็นต้นสนสกอตต์ที่ตายแล้วและลอย
ในทะเลสาบล็อก ก่อนท่ี่จะจมลงใต้น้ำ

ฟอสซิล สมองไดโนเสาร์ชิ้นแรกของโลก


ฟอสซิล "สมองไดโนเสาร์"
ชิ้นแรกของโลก
เมื่อราวกว่า 130 ล้านปีก่อน บริเวณเมืองซัสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของ "เบ็กซ์ฮิลล์ ไอกัวโดน็อนเชียน" ไดโนเสาร์กินพืช หนึ่งในไอกัวโดน็อนเชียน เหล่านั้นเกิดร่วงลงไปติดอยู่ในหล่มโคลนมหึมาในสภาพหงายท้องจนเสียชีวิตลงในที่สุด
ก่อนที่จะกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง
ในตอนนี้ 
เมื่อมีผู้พบซากฟอสซิลส่วน "สมอง"
ของไดโนเสาร์ตัวดังกล่าว ซึ่งแทบจะถูกมองผ่าน เพราะเหมือนกับหินสีน้ำตาลที่พบเห็นทั่วไปตามแนวชายฝั่งทะเลของอังกฤษ แต่กลับได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมาว่าเป็น "สมองไดโนเสาร์" ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ชิ้นแรกเท่าที่เคยพบมาในประวัติศาสตร์

เดวิด นอร์แมน นักบรรพชีวินวิทยา จากคณะปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยนานาชาติซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ซากฟอสซิลสมองไดโนเสาร์ชิ้นดังกล่าวที่ "เจมี ฮิสคอกส์" นักล่าฟอสซิลมือใหม่ เป็นผู้พบเมื่อปี ค.ศ.2004 ที่เมืองเซอร์เรย์ซึ่งมีพื้นที่ติดกับซัสเซกซ์
นอร์แมนพยายามทำความเข้าใจว่า ไดโนเสาร์ตัวนี้ตายได้อย่างไร เพราะถือเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจว่าสมองไดโนเสาร์ชิ้นนี้ยังคงสภาพอยู่ดีเช่นนี้ได้อย่างไร นอร์แมนบอกกับซีเอ็นเอ็นว่าแน่นอนว่าไดโนเสาร์มีสมอง แต่การค้นพบครั้งนี้ถือว่าน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะยากที่เนื้อเยื่ออ่อนนุ่มเหล่านี้สามารถคงอยู่ได้ เพราะปกติแล้วมันเน่าเปื่อยเร็วมาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าสมองไดโนเสาร์ชิ้นนี้อยู่รอดมาได้อย่างไร

ทีมวิจัยเชื่อว่าซากฟอสซิลสมองที่พบ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับสมองของจระเข้หรือสมองของนกในปัจจุบัน อยู่รอดมาได้ในสภาพสมบูรณ์ได้เนื่องจากตายอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบบึงโคลนซึ่งสภาพแวดล้อมมีออกซิเจนต่ำทำให้การเน่าเปื่อยเกิดขึ้นช้าลง นอกจากนั้นสภาพความเป็นกรดของบึงก็ช่วยรักษาเนื้อเยื่ออ่อนเหล่านี้ให้อยู่ได้นานมากขึ้น

ขนาดของสมองที่พบได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก เนื่องจากเป็นขนาดสมองที่เล็กเกินกว่าที่จะเป็นสมองของไดโนเสาร์กินพืชทั่วไป แต่นอร์แมนระบุว่าขนาดของสมองน่าจะเกิดขึ้นจากสภาพการตายของไดโนเสาร์ตัวนี้ ที่ทำให้ฟอสซิลสมองที่พบมีขนาดเกือบๆ เท่ากับสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเล็กกว่ามาก 

นอร์แมนชี้ว่าเมื่อสมองหยุดทำงานตอนไดโนเสาร์ตัวนี้ตายลง เยื่อหุ้มสมองก็จะหดตัวบีบเนื้อเยื่อสมองให้หดเล็กลงเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก เนื้อสมองมีความหนาแน่นมากขึ้น แต่สมองโดยรวมจะมีขนาดเล็กลงนั่นเอง

ศาสตราจารย์นอร์แมนกล่าวว่า ยังจำได้ถึงความตื่นเต้นเมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์มาร์ติน เบรเซียร์ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด นำฟอสซิลสมองชิ้นนี้มาให้ดูเมื่อปี 2006 โดยระบุว่า ศาสตราจารย์เบรเซียร์เป็นผู้ตั้งข้อสังเกตว่าผิวของฟอสซิลเป็นมัน เมื่อตนตรวจดูยังพบรอยย่นของผิวฟอสซิล เหมือนลักษณะของเนื้อหุ้มสมอง สร้างความรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก จนต้องเดินหน้าศึกษาวิจัยจนสามารถยืนยันได้ในที่สุดว่าเป็นสมองของไดโนเสาร์

ทั้งนี้ สำหรับนักบรรพชีวินวิทยาแล้วความมันวาวบนซากฟอสซิลมักถูกละเลยได้โดยง่าย เนื่องจากส่วนใหญ่บนพื้นผิวของฟอสซิลมักมีสภาพหยาบ ขรุขระและมีแต่ฝุ่นผงต่างๆ เท่านั้น
นอร์แมนบอกว่า นับจากนี้ บรรดานักวิจัยคงต้องกลับไปดูซากฟอสซิลอื่นๆ และให้ความสนใจกับพื้นผิวที่มันวาวต่างๆ มากขึ้น เพราะมันอาจจะเป็นเพียงแค่ผงฝุ่นที่สามารถปัดออกไปได้ หรืออาจจะเป็น "เนื้อเยื่ออ่อน" ก็เป็นได้

รายการบล็อกของฉัน