ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยูเอฟโอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยูเอฟโอ แสดงบทความทั้งหมด

ข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ประหลาดอย่างจานบินหรือยูเอฟโอ


ข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ประหลาดอย่างจานบินหรือยูเอฟโอ, สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก, หรือแม้แต่จุลชีพตัวจิ๋วที่อาจอยู่ในมหาสมุทรหรือชั้นบรรยากาศของต่างดาว ล้วนเป็นเรื่องราวที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจติดตามกันมาโดยตลอด แต่ในปี 2021 ข่าวคราวเกี่ยวกับการค้นหาความจริงในเรื่องเหล่านี้ออกจะน่าผิดหวังอยู่ไม่น้อย

เริ่มจากเมื่อเดือนมิถุนายนของปีที่แล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานการพบเห็นยูเอฟโอ 144 ครั้ง ระหว่างปี 2004-2021 โดยยืนยันว่าทั้งหมดเป็นการพบเห็นวัตถุของจริงไม่ใช่ภาพลวงตา แต่ก็ไม่มีครั้งใดเลยที่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับยานบินของมนุษย์ต่างดาว

ส่วนกล้องโทรทรรศน์วิทยุอาเรซิโบ ซึ่งตั้งอยู่ที่เปอร์โตริโกและเป็นอุปกรณ์หลักในการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวขององค์กร "เซติ" (SETI) อันโด่งดังนั้น เกิดความเสียหายอย่างหนักจนไม่อาจซ่อมแซมได้ และถึงขั้นต้องทุบทิ้งหลังจากใช้งานมานานหลายสิบปี แต่อุปสรรคเหล่านี้ก็ไม่สามารถจะขัดขวางความก้าวหน้าใหม่ ๆ ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นในปี 2021 ซึ่งอาจนำเราไปสู่การค้นพบเอเลียนตัวจริงได้ในอนาคต

8 ภาพ UFO ของจริงที่น่าสนใจ ถ่ายจากเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐ


ภาพเหล่านี้มาจากเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ และถ่ายในเดือนมีนาคมปี 1971 เรือดำน้ำที่เป็นปัญหาคือ USS Trepang (SSN 674) กล่าวกันว่าเรือดำน้ำได้ตัดเส้นทางกับวัตถุที่ไม่ปรากฏชื่อโดยบังเอิญ ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางในการสำรวจทางทหารและวิทยาศาสตร์ตามปกติ

ผู้คนนับล้านทั่วโลกอ้างว่าเคยเห็นบางสิ่งบางอย่างบนท้องฟ้าอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจหรืออธิบายได้ ฉันรู้ว่าโดยส่วนตัวฉันได้เห็นแสงประหลาดบนท้องฟ้าอย่างน้อยห้าครั้งซึ่งเหนือสิ่งอื่นใดที่ฉันสามารถอธิบายได้ด้วยเทคโนโลยีหรือปรากฏการณ์สภาพอากาศ

เช่นเดียวกับที่ฉันได้เห็นแสงประหลาดหายไปและปรากฏขึ้นในไม่กี่วินาที เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ไม่มียานพาหนะใดในโลกสามารถทำได้ มีคนอื่นๆ ทั่วโลกที่ได้เห็นสิ่งนี้เช่นกัน

ในโลกปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่ามีบางสิ่งในท้องฟ้าของเราและในอวกาศที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผล คุณสามารถเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า UFO, Alien Crafts หรือ Top-Secret Military Vehicles ได้ ความจริงก็คือพวกมันมีอยู่และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา

ปรากฏการณ์ยูเอฟโอเกิดขึ้นทั่วโลกและเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่อย่างที่พวกเราหลายคนได้เห็นสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายได้ ยังมีคนอื่นๆ อยู่ทั่วโลก บุคลากรทางทหาร นักบินอวกาศ นักบิน และแม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้เห็นบางสิ่งที่จัดอยู่ในประเภท 'ออกจากโลกนี้'
 

In 1960, the former head of the CIA, Roscoe Hillenkoetter released a statement, saying, ‘Behind the scenes, high-ranking Air Force officers are soberly concerned about UFOs. But through official secrecy and ridicule, many citizens are led to believe the unknown flying objects are nonsense.’

“…As the F-4 approached a range of 25 nautical miles it lost all instrumentation and communications. When the F-4 turned away from the object and apparently was no longer a threat to it, the aircraft regained all instrumentation and communications.“ —This quote comes from a declassified United States defense agency report detailing a UFO encounter that occurred over Iran in 1976.

ข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งมาจากอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของแคนาดา Paul Hellyer:

“…ในกรณีหนึ่งในช่วงสงครามเย็นปี 1961 มียูเอฟโอประมาณห้าสิบลำที่กำลังบินไปทางใต้จากรัสเซียทั่วยุโรป ผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรมีความกังวลอย่างมากและพร้อมที่จะกดปุ่มตกใจเมื่อพวกเขาหันหลังกลับและกลับไปที่ขั้วโลกเหนือ

They decided to do an investigation and they investigated for three years. They decided that with absolute certainty that four different species, at least, have been visiting this planet for thousands of years.

มีกิจกรรมมากขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราคิดค้นระเบิดปรมาณู พวกเขากังวลเรื่องนั้นมาก และถ้าเราใช้มันอีกครั้งเพราะจักรวาลทั้งหมดเป็นเอกภาพ และมันส่งผลกระทบไม่เพียงแค่เราเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ในจักรวาลด้วย พวกเขากลัวมากว่าเราจะเริ่มใช้อาวุธปรมาณูอีกครั้ง และจะเป็นอันตรายต่อเราและพวกมันด้วย” ( ที่มา )

“ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการสอบสวนทั้งในสหรัฐอเมริกาและในสเปน รวมถึงที่อื่นๆ ในโลก นานาประเทศทั่วโลกกำลังทำงานร่วมกันในการสืบสวนปรากฏการณ์ยูเอฟโอ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ” – นายพลคาร์ลอส คาสโตร คาเวโร (1979) จาก UFOs และ National Security State เล่มที่ 2เขียนโดย Richard Dolan

จากทั้งหมดที่กล่าวมาบอกเราว่าในอดีต กองทัพทั่วโลกได้ติดตามยูเอฟโออย่างแข็งขันและสกัดกั้นพวกเขาเป็นครั้งคราว

นี้พาเราไปยังชุดของภาพที่น่าสนใจทำขอบคุณที่มีให้กับผู้ตรวจสอบ / นักวิจัยอเล็กซ์ Mistretta ที่สามารถติดต่อได้ที่mistretta1020@gmail.com

อ้างอิงจากส Mistretta ภาพเหล่านี้มาจากเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ และถ่ายในเดือนมีนาคมปี 1971

The submarine in question was the USS Trepang (SSN 674). The Submarine is said to have crossed paths with the unidentified object by accident as they were traveling on a routine military and scientific expedition.

นายทหาร John Klika เป็นคนแรกที่เห็นวัตถุด้วยกล้องปริทรรศน์ของเขา

หลายคนยังคงสงสัยเกี่ยวกับภาพและเรื่องราวต่างๆ แต่เป็นเพียงการพิสูจน์อีกครั้งว่ากองทัพได้สัมผัสกับวัตถุที่ไม่สามารถอธิบายได้ในน้ำ ทางบก ทางอากาศ และในอวกาศที่ไม่น่าจะมาจากโลก 

เพนตากอนรับ “เก็บชิ้นส่วนยานยูเอฟโอ” ไว้จริง แต่สุดอึ้ง ความรู้วิทยาศาสตร์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ยังไม่สามารถใช้วิเคราะห์ได้


เพนตากอนรับ “เก็บชิ้นส่วนยานยูเอฟโอ” ไว้จริง แต่สุดอึ้ง ความรู้วิทยาศาสตร์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ยังไม่สามารถใช้วิเคราะห์ได้

เอเจนซีส์ – เพนตากอนยอมรับมี "ชิ้นส่วนยูเอฟโอ" ไว้ในความครอบครองจริง ชี้เป็นชิ้นส่วนโลหะอัลลอยผสม แต่ยอมรับมาจนถึงเวลานี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถถอดรหัสโครงสร้างส่วนประกอบได้ พบถูกเก็บรักษาไว้ในอาคารที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษสำหรับสิ่งของนอกโลกในลาสเวกัส

หนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ สื่ออังกฤษรายงานเมื่อวานนี้(19 ธ.ค)ว่า หลังจากมีข่าวอือฮาถึงการเปิดเผยโครงการตามล่าจานบินลึกลับของเพนตากอนระหว่างปี 2008 – 2012 มูลค่า 22 ล้านดอลลาร์ และวิดีโอคลิปที่ทางนักบินกองทัพเรือสหรัฐฯที่ปัจจุบันปลดเกษียณแล้ว นาวาโท เดวิด ฟราเวอร์(David Fravor) ถ่ายไว่ได้บริเวณนอกชายฝั่งเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2004 ล่าสุดพบว่า ทางเพนตากอนยอมรับว่า มีชิ้นส่วนยานยูเอฟโอไว้ในความครอบครอง

ทั้งนี้จากรายงานชี้ว่า มาจนถึงเวลานี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ถึงชิ้นส่วนซึ่งถูกระบุว่า “เป็นโลหะผสมนอกโลก” นี้ได้

สื่ออังกฤษกล่าวว่า ชิ้นส่วนยานยูเอฟโอจากนอกโลกที่น่ามหัสจรรย์นี้ถูกเก็บรักษาไว้ภายในอาคารที่ถูกดัดแปลงเพื่อให้สามารถเก็บตัวอย่างชิ้นส่วนจากนอกโลกไว้ได้ ซึ่งสถานที่ตั้งอาคารนั้นอยู่ในเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส

ทั้งนี้ พบว่าอาคารเหล่านี้ถูกสร้างโดยเพื่อนมหาเศรษฐีด้านอวกาศของสว.แฮรี รีด (Harry Reid) จากพรรคเดโมแครต โรเบิร์ต บิกเกลโลว์(Robert Bigelow) ซึ่งบริษัมเคยได้รับสัญญามาจากองค์การนาซามาแล้ว โดยพบว่าบิกเกลโลว์ที่มีชื่อเสียงด้านบุกเบิกอาวกาศและการตามหายูเอฟโอ ซึ่งเกิดจากแรงบรรดาลใจที่ตายายของเขาซึ่งเป็นชาวเนวาดาเคยพบกับยานลึกลับนอกโลก มีสำนักงานใหญ่ของศูนย์อวกาศ บิกเกลโลว์แอโรสเปซ(Bigelow Aerospace)ที่ลาสเวกัสเหนือ (North Las Vegas)

ซึ่งในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ MSNBC ราล์ฟ บลูเมนทัล(Ralf Blumenthal) หนึ่งในนักข่าวนิวยอร์กไทม์สที่รายงานเปิดเผยโครงการลับเพนตากอน ให้สัมภาษณ์โดยกล่าวถึงชิ้นส่วนโลหะอัลลอยลึกลับที่ว่า “พวกเขามีตัวอย่างชิ้นส่วนจากของพวกนี้(ยานยูเอฟโอ)เพื่อทำการศึกษา เพื่อที่บรรดานักวิทยาศาสตร์จะสามารถทดลองและรู้ถึงคุณสมบัติของวัตถุที่วิเศษนี้ได้”

ทั้งนี้ในการให้สัมภาษณ์ นักข่าวจากนิวยอร์กไทม์สยืนยันว่า มาจนถึงเวลานี้นักวิทยาศาสตร์ของทางเพนตากอนยังไม่ทราบถึงส่วนประกอบของชิ้นส่วนโลหะอัลลอยผสมจากนอกโลกนี้ โดยกล่าวว่า “รู้สึกว่าจะเป็นโครงสร้างส่วนประกอบที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต”

ทั้งนี้ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ CNN สหรัฐฯ ในวันจันทร์(18) อดีตผู้อำนวยการโครงการตามล่ายูเอฟโอของเพนตากอนที่ลาออกไปในปี 2012 เพื่อประท้วงการถูกยกเลิกโครงการ ลูอิซ เอลิซอนโด(Luis Elizondo)กล่าวถึงยานนอกโลกลึกลับว่า ถึงแม้ในขณะนี้ไม่สามารถกล่าวได้ในฐานะรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ทว่ามีหลักฐานที่น่าพิศวงที่ทำให้ตัวเขาไม่อาจตัดข้อสงสัยไปได้ว่า “มีมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาเยือนโลก”
โรเบิร์ต บิกเกลโลว์(Robert Bigelow)

“อากาศยานเหล่านี้ ซึ่งพวกเราเรียกยานลึกลับเหล่านี้ว่า “อากาศยาน” ได้แสดงถึงลักษณะพิเศษที่ไม่เคยถูกพบในบรรดาอากาศยานของสหรัฐฯ หรือแม้แต่ของต่างชาติที่เรารู้จัก” เอลิซอนโดกล่าว

ซึ่งสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ เดวิด ฟราเวอร์ อดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ F/A-18 Hornet ที่พบยูเอฟโอ ได้กล่าวไว้ว่า มีความเร็วที่มากกว่าเครื่องบินที่เร็วที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ และสามารถเร่งสปีดเอาชนะได้อย่างง่ายดาย โดยฟราเวอร์ยังชี้ถึงจุดสำคัญว่า อากาศยานลึกลับที่เขาพบนั้นบินได้โดยที่ไม่ต้องใช้ปีก มีลักษณะเป็นวงรี และมีสีขาว รวมไปถึงมีวิถีการบินที่แปลกไปจากอาศยานบนพื้นโลกเท่าที่เคยมีมา

รูปปั้นยักษ์ลึกลับเเห่งกัวเตมาลา

Stone Head of Guatemala
รูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลา
รูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลา 
ถ่ายเมื่อปี ค.ศ. 1950  Stone Head of Guatemala
ค้นหา
Custom Search
รูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลา 
(Stone Head of Guatemala) 
ค้นพบที่กลางป่าเเห่งหนึ่ง เมือง La democracia ประเทศกัวเตมาลา 
รูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลาดูคล้าย
โมอายเเห่งเกาะอีสเตอร์ (Easter Island) เป็นรูปภาพโบราณที่แสดงให้เห็นถึงรูปปั้นยักษ์มีศีรษะขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับใบหน้ามนุษย์ 

แต่น่าเสียดายที่รูปภาพนี้ถูกถ่ายไว้เมื่อนานมาแล้ว อีกทั้งเจ้าของภาพก็เสียชีวิตลงไปแล้วด้วย ทำให้ไม่มีใครทราบที่ตั้งของรูปปั้นนี้ได้ชัดเจน และแล้วเรื่องราวของรูปภาพนี้ก็กลายเป็นที่สนใจเเก่นักวิจัยยูเอฟโอ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 1986 ออสการ์ ราฟาเอล ปาดีย่า ลาร่า (Oscar Rafael Padilla Lara) นักวิจัยยูเอฟโอ เขาได้รับรับภาพถ่ายโบราณมา เขาอ้างว่าภาพนี้ถ่ายมาจากกลางป่าแห่งหนึ่งในประเทศกัวเตมาลา ถ่ายเมื่อปี 1950 เขากล่าวว่า "รูปปั้นมีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า น่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกยุคโบราณ เเละอาจมาเยือนก่อนชาวสเปนมาถึงทวีปอเมริกาด้วยซ้ำ"

เดวิด ฮัตเชอร์ ชิลเดรส
(David Hatcher Childress) นักโบราณคดี เดินทางไปค้นหาความจริงของเรื่องรูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลา ใช้เวลาค้นหาสถานที่ดังกล่าวอยู่นาน จนกระทั่งได้เบาะแสจากครอบครัวหนึ่ง ที่อ้างตัวเองว่าเป็นญาติของผู้ถ่ายภาพดังกล่าว เขาจึงไม่รอช้าออกเดินทางเพื่อตามหาเบาะแสที่ได้รับทันที เขาเดินทางไปที่เมือง
La democracia

ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศกัวเตมาลา และเมื่อเดินทางออกจากเมืองนี้ไปได้ 10 กิโลเมตร เขาก็ได้พบรูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลา ตั้งอยู่กลางป่าจริงๆ แต่น่าเสียดายที่การค้นพบครั้งนี้ไม่น่าประทับใจมากนัก เพราะรูปปั้นค่อนข้างได้รับความเสียหายจากผลพวงของสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของรัฐบาล และกลุ่มกบฎภายในประเทศกัวเตมาลา ชิลเดรสตรวจสอบรูปปั้นพบว่า ถูกสร้างขึ้นจากหินทรายอ่อน วัดความสูงได้ 4-6 เมตร ลักษณะของมันมีความประณีตงดงาม เขาเชื่อว่ารูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลาน่าจะถูกสร้างขึ้นโดยชาวมายา แต่ไม่อาจประมาณช่วงเวลาได้อย่างแม่นยำ แต่น่าจะสร้างขึ้นราวๆ 1,400-1,000 ปีก่อนคริสตกาล หลังสิ้นสุดการสำรวจ ชิลเดรสเผยแพร่เรื่องราวการค้นพบรูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลาลงในหนังสือที่ตัวเองเขียนขึ้น ต่อมา เรื่องราวของรูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลาก็ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา โดยที่ไม่มีใครทราบว่าแท้จริงแล้วรูปปั้นถูกสร้างขึ้นโดยชาวมายาหรือมนุษย์ต่างดาวกันเเน่
รูปปั้นยักษ์เเห่งเม็กซิโก
นักโบราณคดีกระเเสหลักอธิบายว่า รูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลาอาจจะเป็นผลงานของอารยธรรมโอลเมก (Olmec) ที่รุ่งเรืองอยู่ในประเทศเม็กซิโกเมื่อ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล ชาวโอลเมคมีผลงานการแกะสลักเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ศิลาหน้าคนขนาดยักษ์ (Colossal Heads) มันคือการแกะสลักหินบะซอลต์ก้อนขนาดใหญ่ก้อนเดียวให้กลายเป็นใบหน้าของมนุษย์ขนาดมหึมา ชาวโอลเมคไม่ได้ทิ้งบันทึกเอาไว้ชัดเจนว่า แกะสลักใบหน้าศิลาเหล่านี้ขึ้นมาเพื่ออะไร ทั้งนี้ นักโบราณคดีเสนอว่า ศิลาใบหน้ามนุษย์ น่าจะถูกแกะสลักขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนถึงพระมหากษัตริย์ของชาวโอลเมค

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า พื้นที่บริเวณประเทศกัวเตมาลา เป็นที่อยู่อาศัยของอารยธรรมมายา (Maya civilization) เเต่รูปปั้นยักษ์ไม่ได้มีลักษณะคล้ายใบหน้าของชาวมายาหรือชนเผ่าในดินแดนแห่งนี้เลย น่าเเปลกที่รูปปั้นมีหน้าตาลักษณะดี ดวงตาปิด จมูกสวยงาม มีริมผีปาก และใบหน้าแหงนมองบนฟ้า ซึ่งไม่สอดคล้องจากใบหน้าของชาวมายาทั้งสิ้น น่าจะเป็นการสร้างผิดพลาด หรือไม่ก็เป็นเรื่องหลอกลวง นี่เป็นเพียงถ่ายภาพเท่านั้น ส่วนรูปปั้นของจริงถูกทำลายในช่วงปี 1980-1983 ช่วงเกิดการปฏิวัติกัวเตมาลา
ทฤษฎีนักบินอวกาศโบราณเสนอว่า รูปปั้นยักษ์เเห่งกัวเตมาลาอาจไม่ได้ถูกสร้างโดยมนุษย์ แต่น่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวซะมากกว่า
โดยจะเห็นได้ว่ารูปปั้นยักษ์ถูกสร้างอย่างประณีตงดงาม อวัยวะต่างๆ บนใบหน้าถูกสร้างขึ้นอย่างลงตัว เกินความสามารถของมนุษย์ในยุคนั้น และที่สำคัญรูปปั้นนี้มีลักษณะที่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับว่ามองดวงดาว หรือมองยูเอฟโอ

บันทึกลึกลับ เหตุการณ์ จานบินแห่งวอชิงตัน ดีซี

🙀บันทึกลึกลับ! เหตุการณ์ ‘จานบินแห่งวอชิงตัน ดี.ซี.’ เหตุการณ์ที่ชาวสหรัฐฯ เชื่อว่าทางการอาจปิดความลับบาง
อย่างไว้
หากเอ่ยถึงประเทศที่มีรายงานการพบเห็น ‘จานบิน’ หรือยูเอฟโอ มากที่สุดในโลก เชื่อว่าหลายคนก็คงจะนึกถึงสหรัฐอเมริกาก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากหลายเหตุการณ์สำคัญล้วนเกิดในสหรัฐอเมริกาแทบทั้งสิ้น ซึ่งนอกจากเหตุการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ในปี 1947 แล้ว ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี 1952 เช่นกัน เมื่อชาวสหรัฐจำนวนไม่น้อยสังเกตเห็นวัตถุประหลาดลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

และการพบเห็นในวันนั้นไม่ได้มีแค่คำบอกเล่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายอีกด้วย โดยเหตุการณ์พบเห็นจานบินเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ระหว่างวันที่ 19-20 และ 26-27 กรกฎาคม 1952

ซึ่งผู้ที่พบเห็นจานบินเป็นคนแรกคือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในหอบังคับการบินสนามบินวอชิงตัน เมื่อเรดาร์ตรวจพบอากาศยานที่ไม่สามารถระบุชนิดได้จำนวน 7 ลำ กำลังมุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองด้วยความเร็วสูง ทันทีที่เห็นเจ้าหน้าที่ประจำ
หอบังคับการบินรายนี้ รีบวิทยุไปยังกองทัพอากาศสหรัฐเพื่อให้ช่วยตรวจสอบอากาศยานทั้ง 7 ลำในทันที ทว่าเมื่อทำการตรวจสอบกลับไม่พบว่ามีอากาศยานใดๆ บินอยู่ในบริเวณดังกล่าวเลยแม้แต่ลำเดียว 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่
หอบังคับการบินเป็นอย่างมาก เนื่องจากในตอนแรกเรดาร์ยังคงตรวจจับสัญญาณได้ แต่เพียงไม่
กี่วินาทีหลังจากนั้นอากาศยานลึกลับทั้ง 7 ลำ กลับหายไปจากหน้าจอเรดาร์ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่อากาศยานจะสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงได้มากขนาดนั้น?
แน่นอนว่าเหตุการณ์ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากที่เจ้าหน้าที่ประจำหอบังคับการบิน รายงานการพบเห็นวัตถุประหลาดในวันที่ 19 กรกฎาคม อากาศยานลึกลับก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้งในเวลา 00.30 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคม เมื่อนักบินประจำสายการบินหนึ่ง รายงานกลับมายังหอบังคับการบินว่า พบเห็นวัตถุประหลาดที่มีแสงสีส้ม และสีขาว จำนวน 6 ดวง เคลื่อนที่อยู่ไม่ไกลจากเครื่องบินของเขาด้วยความเร็วสูง โดยเขาจับตาดูวัตถุประหลาดเป็นเวลา 14 นาที ก่อนที่วัตถุประหลาดจะหายตัวไปในความมืด

ต่อมาในวันที่ 26-27 กรกฎาคม 
มีรายงานการพบวัตถุประหลาดลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ในครั้งนี้มีผู้พบเห็นเป็นจำนวนมาก และหลายคนก็สามารถบันทึกภาพวัตถุประหลาดนี้ได้ทัน โดยหลายคนที่เคยพบเห็นวัตถุประหลาดครั้งแรกในวันที่ 19-20 กรกฎาคม ต่างระบุว่า “วัตถุประหลาดเหล่านี้ยังคงบินในตำแหน่งเดิม เหมือนกับที่มันปรากฏให้เห็นครั้งแรกยังไงอย่างงั้น”
แม้การปรากฏตัวของอากาศยานลึกลับจะเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ ที่ทั้งหนังสือพิมพ์ และวิทยุโทรทัศน์ต่างพากันเล่นข่าวกันยกใหญ่

แต่เมื่อทางการสหรัฐแถลงข่าวหลายคนกลับรู้สึกว่าสหรัฐกำลังปิดบังความจริงอะไรบางอย่าง เมื่อทางการสหรัฐได้ออกมาระบุว่า “สิ่งที่หลายคนพบเห็นในระหว่างวันที่ 19-20 และ 26-27 กรกฎาคม แท้จริงแล้วมันไม่ใช่อากาศยานจากต่างดาวแต่อย่างใด แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบริเวณชั้นบรรยากาศ.....
ซึ่งหลายคนพยายามมองให้มันเป็นอากาศยานของมนุษย์ต่างดาวกันไปเอง ส่วนเรื่องที่เรดาร์ตรวจจับอากาศยานลึกลับได้ น่าจะเป็นเพราะเรดาร์ทำงานผิดพลาดซะมากกว่า”
แน่นอนว่าหลายคนไม่เชื่อกับ
คำอธิบายที่ดูไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ และพวกเขาก็ยังคงเชื่ออย่างสนิทใจว่าวัตถุประหลาดที่บินอยู่เหนือกรุงวอชิงตัน ดี.ซี คืออากาศยานลึกลับที่มาจากต่างดาว และทางการสหรัฐกำลังปิดบังความจริงบางอย่างอยู่แน่ๆ......
เรียบเรียงข้อมูลโดย เหยินศักดิ์

รายการบล็อกของฉัน