ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

นักวิทยาศาสตร์เตือน มลพิษทางอากาศ ทำให้เชื้อโรคดื้อยามากขึ้น เสี่ยงทำคนตายเพิ่มขึ้น


มลภาวะอากาศเป็นพิษเริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลกทำให้เชื้อโรคต่างๆเกิดการดื้อยาและวิวัฒนาการมีความร้ายแรงเพิ่มขึ้นนักวิทยาศาสตร์เตือนมลพิษทางอากาศ ทำให้


เชื้อโรคดื้อยามากขึ้นเสี่ยงทำให้คนตายเพิ่มมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์เตือน มลพิษทางอากาศ ทำให้เชื้อโรคดื้อยามากขึ้น เสี่ยงทำคนตายเพิ่มขึ้นอีกราว 840,000 คน พร้อมเน้นย้ำว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศและทุกทวีป

นี่เป็นครั้งแรกที่มีหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างอากาศสกปรกกับเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากการวิเคราะห์ข้อมูล 116 ประเทศทั่วโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เผยให้เห็นว่าจำนวนเชื้อดื้อยากำลังเพิ่มขึ้นตามอนุภาคมลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยประเมินไว้ว่าเชื้อดื้อยาทำให้คนตายประมาณ 1.3 ล้านคนต่อปี สาเหตุเนื่องมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกต้อง กินไม่ครบตามที่หมอสั่ง และใช้กันอย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ในฟาร์มปศุสัตว์


สิ่งเหล่านี้ทำให้เชื้อโรคมีโอกาสพัฒนาตัวเองให้ต่อต้านยาฆ่าเชื้อได้ ทำให้กลายเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก ยังไงก็ตามวิจัยไม่ได้บอกว่าอะไรทำให้เชื้อดื้อยาเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ แต่รู้ว่าเมื่อระดับ PM 2.5 เพิ่มขึ้น เชื้อก็สูงขึ้นตาม

มลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1% ทำให้เชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5 ถึง 1.9% สิ่งนี้เป็นจริงในทุกประเทศ แต่ประเทศแถบแอฟริกาเหนือและเอเชียตะวันตกจะุรนแรงเป็นพิเศษ

“องค์ประกอบการดื้อยาปฏิชีวนะที่นำพาโดยมลพิษทางอากาศอาจสัมผัสโดยตรงกับมนุษย์ ซึ่งนั่นเสี่ยงอย่างมาก” หง เฉิน ผู้เขียนนำจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ประเทศจีน กล่าว 

เขาเสริมว่ายีนของเชื้อดื้อยาอาจปนเปื้อนในอากาศและเกาะเข้ากับอนุภาคฝุ่น PM 2.5 กระจายไปตามที่ต่าง ๆ และมนุษย์ก็หายใจเอามันเข้าไปในร่างกายด้วยเช่นกัน แม้ทีมวิจัยจะบอกว่ายังต้องการวิเคราะห์เพิ่มเติม

แต่หากแนวโน้มนี้ถูกต้อง ระดับการดื้อยาของเชื้อโรคจะสูงขึ้นถึง 17% ภายในปี 2050 ซึ่งทำอาจทำให้คนกว่า 840,000 คนเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น (คิดจากจำนวนการเสียชีวิตในปัจจุบัน) ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ


ทุกวันนี้มีหลายประเทศที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ ‘ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง’ และ ‘อันตราย’ ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบจัดการ

งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการควบคุมมลพิษทางอากาศได้สองเท่า ไม่เพียงแต่จะลดผลกระทบที่เป็นอันตรายจากคุณภาพอากาศที่ไม่ดีเท่านั้น ยังสามารถมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับการเพิ่มขึ้นและการแพร่กระจายของแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะได้” นักวิจัยเขียนในรายงาน

น้ำในทะเลสาบขนาดใหญ่ หายไปเพียงข้ามคืน


เป็นไปได้ไง น้ำในทะเลสาบขนาดใหญ่ หายไปเพียงข้ามคืน 

ในขณะที่ในพื้นที่ทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติมามากมายตั้งแต่ต้นปี 2016 แต่คงไม่มีเหตุการณ์ไหนที่แปลกประหลาดเท่ากับเหตุการณ์นี้อีกแล้ว


ทะเลสาบรีสโก ที่มีพื้นที่ราว 5.7 ตารางไมล์ ที่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมานาน ในเมืองพาตาโกเนีย ประเทศชิลี กลับกลายเป็นพื้นที่แห้งสนิท หลังจากวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา


สิ่งที่น่าตกใจก็คือ ทะเลสามแห่งนี้ นอกจากจะมีพื้นที่ๆ กว้างขวางมากแล้ว ยังมีความลึกถึง 236 ฟุต คำถามก็คือ น้ำที่มีปริมาณมากมายขนาดนั้น หายไปไหนจนเกลี้ยงทะเลสาบ เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น
ความเป็นไปได้เกี่ยวกับการหายไปของน้ำในทะเลสาบ มักเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้เกิดรอยแยกของแผ่นดิน แต่ในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีบันทึกใดๆ ที่เกี่ยวกับแผ่นดินไหวในบริเวณดังกล่าวแม้แต่น้อย


แน่นอนว่า ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้เช่นนี้ ทำให้หลายๆ คนมองไปถึงสิ่งที่เหนือธรรมชาติอย่างมนุษย์ต่างดาวหรือ UFO ที่อาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ลึกลับนี้ แต่บางคนก็ยังมองว่า มันเป็นเรื่องของความผิดปกติทางธรณีวิทยาแค่นั้น


ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังตรวจสอบว่า จริงๆ แล้ว สาเหตุของการหายไปของน้ำในทะเลสาบเพียงชั่วข้ามคืน มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?



ลองมาดูโชว์เคสของ Happy shopping บน TikTok สิ! https://vt.tiktok.com/ZMrXhCwQp/?page=TikTokShop

หนุ่มญี่ปุ่นเจอโครงกระดูกปริศนา ชาวเน็ตร่วมถกมันคือตัวอะไรกันแน่


หนุ่มญี่ปุ่นเจอโครงกระดูกปริศนา ชาวเน็ตร่วมถกมันคือตัวอะไรกันแน่
โครงกระดูกปริศนามันคือตัวอะไรกันแน่และมันมีที่มาที่ไปอย่างไรหนุ่มญี่ปุ่นถึงไปเจอแล้วก็กำลังหาคำตอบว่ามันคือตัวอะไร

เรื่องราวการค้นพบโครงกระดูกของสัตว์มีให้เราพบเห็นอยู่ได้เสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะพอเดาได้ว่ามันคือเศษซากจากตัวอะไร เป็นสัตว์ชนิดไหน แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ การค้นพบของพ่อหนุ่มคนหนึ่งกลับกลายเป็นกระแสบนทิวเตอร์ หลังจากที่เขาโพสต์ภาพโครงกระดูกปริศนาซึ่งไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่

ผู้ใช้ทวิตเตอร์นามว่า @suzukidou1 ได้โพสต์ภาพโครงกระดูกนี้ และไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร


ภาพดังกล่าวกลายเป็นกระแสบนโลกทวิตเตอร์ของญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว โดยมีคนกดไกล์ไปกว่า 24.1K ภายในเวลาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น

ในขณะที่ชาวเน็ตส่วนใหญ่ล้วนไม่มีคำตอบให้กับภาพนี้ และพยายามโพสต์ภาพสิ่งที่พวกเขาเคยเจอมาเช่น

“ผมเคยออกไปข้างนอก และก็ต้องประหลาดใจเมื่อเจอสิ่งนี้เช่นกัน”


“ผมประหลาดใจมากตอนที่ผมพบสิ่งนี้ในขณะที่ผมกำลังเดินบนชายหาด”


ส่่วนชาวเน็ตบางคนก็มาสายฮา และคิดว่ามันอาจเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้


“มันอาจเป็น Skull Reaper ที่ยังวัยรุ่นอยู่ก็ได้”


“มันดูเหมือนสัตว์ประหลาดตัวนี้นะ”


“มันมาจาก Attack on Titan”


“พิจารณาจากจำนวนฟันและกระดูกสันหลัง มันอาจเป็นกอริลลาทะเล พบมากในแอตแลนติส”

ในขณะที่หลาย ๆ คนก็เริ่มมาวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง ว่านี่มันคือตัวอะไรกันแน่

“เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่โครงกระดูกมนุษย์ และไม่ว่ามันจะเป็นตัวอะไร แต่มันอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น”
“ทำไมมันดูเหมือนการจัดฉากยังไงก็ไม่รู้”

“มันคือลิงหรือเปล่า ? ผมว่ามันดูออกจะน่ากลัวอยู่นะ”

“ดูจากโครงกระดูก มันเหมือนลิงนะ”


สรุปแล้วดูเหมือนว่าชาวเน็ตส่วนใหญ่จะวิเคราะห์กันว่ามันเป็นโครงกระดูกของลิงมากที่สุด เมื่อพิจารณาจากรูปร่างของกระโหลกศีรษะของมัน ซึ่งการค้นพบของพ่อหนุ่มรายนี้เพิ่งเกิดขึ้นได้เพียงแค่วันเดียว และอาจต้องรอผู้เชี่ยวชาญมาสรุปอีกครั้งว่ามันคือโครงกระดูกของตัวอะไรกันแน่

แล้วคุณล่ะ คิดว่ามันคือโครงกระดูกของตัวอะไร ?

ที่มา : twitter | เ

มาร์ก บอยล์ ชายผู้นี้ ตัดสินใจใช้ชีวิตแบบไม่ต้องใช้เงินมานานถึง 15 ปี รู้จักกันในฉายา ..The Moneyless Man


มาร์ก บอยล์ ชายผู้นี้ ตัดสินใจใช้ชีวิตแบบไม่ต้องใช้เงินมานานถึง 15 ปีรู้จักกันในฉายา The Moneyless Man

คุณว่ามันยากแค่ไหนนะครับกับการอยู่โดยที่ไม่ใช้เงินเลยเหมือนกับคนที่ชื่อว่า
มาร์ก บอยล์ หรืออีกชื่อหนึ่งที่คนก็ให้ฉายาว่า The Moneyless Man
ไม่แตะต้องใช้เงินมานานถึง 15 ปี

ถ้าจะถามทุกคนในบนโลกนี้นะครับอะไรที่สำคัญในที่สุดในชีวิตคุณก็ต้องตอบว่าเงินทุกคนก็ต้องตอบอย่างนี้อยู่แล้วนะครับ

แม้แต่แป๊ะเจ้าสัวที่ร่ำรวยมหาศาลเงินทองมากมายในบางประเทศแป๊ะเจ้าสัวยังบอกว่า"อั๊วต้องการกำไร "

กำไรมันก็คือเงินนะครับคนรวยเขาก็ต้องการรวยต้องการเงินมากยิ่งๆขึ้น

แต่วันนี้เรามีข้อมูลการใช้ชีวิตของชายคนหนึ่งที่เขาบอกว่าเขาไม่แตะต้องเงินมา 15 ปีแล้วเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรเป็นอย่างไรเราลองมาดูประวัติชีวิตของเขากันเลยดีกว่านะครับ

มาร์ก บอยล์ ชายผู้นี้ ตัดสินใจใช้ชีวิตแบบไม่ต้องใช้เงินมานานถึง 15 ปีรู้จักกันในฉายา The Moneyless Man

เงิน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ในยุคนี้ แต่คุณจินตนาการออกไหมว่า ตัวเองจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร โดยที่ไม่ได้ใช้เงินแม้แต่บาทเดียว

มาร์ก บอยล์ หรือที่รู้จักกันในฉายา The Moneyless Man ตัดสินใจเลิกใช้เงินในปี 2008 และเริ่มดำเนินชีวิตโดยไม่ข้องเกี่ยวกับเงินเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นั่นรวมไปถึงการไม่ข้องเกี่ยวกับเทคโนโลยี และหันไปอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น


หลังจากจบการศึกษาระดับวิทยาลัยในสาขาธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มาร์ก บอยล์ ก็ได้งานที่มีผลตอบแทนดีอย่างรวดเร็ว ในบริษัทด้านอาหารออร์แกนิกแห่งหนึ่งในเมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร

เขาวางแผนชีวิตเหมือนกับที่ทุกคนทำกัน มีงานดี ๆ เงินเดือนสูง ๆ ซื้อของที่อยากได้ และได้อยู่ในสังคมที่ประสบความสำเร็จ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืน

“ในขณะที่ผมนั่งอยู่กับเพื่อนในคืนหนึ่งปี 2007 เรากำลังพยายามหาว่า ปัญหาใดที่เราควรอุทิศชีวิตเพื่อแก้ไขมัน” มาร์กกล่าว

“แล้วมันก็สะกิดใจผม ต้นตอของทุกปัญหาล้วนเกิดจากเงินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือสงคราม ดังนั้นผมจึงคิดว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะใช้ชีวิตโดยไม่ต้องมีเงิน”

ไม่นานหลังจากนั้น มาร์กตัดสินใจขายบ้านราคาแพงของเขาเพื่อย้ายไปอยู่ในรถคาราวานคันเก่าที่มีคนบริจาคให้ เพราะไม่ต้องการมันอีกต่อไป และมาร์กเริ่มใช้ชีวิตแบบไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินอีก


ในช่วง 2-3 เดือนแรก มันเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก เพราะเขาจำเป็นต้องละทิ้งความสะดวกสบายทั้งหมดที่เขาคุ้นเคย เช่น การดื่มการแฟยามเช้า ด้วยสิ่งของที่เขาหาได้ฟรีจากธรรมชาติ

“ถ้าคุณคิดว่ามันยากมากแค่ไหนเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนงานหรือย้ายบ้าน ลองจินตนาการว่ามันเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียว แต่หลังจากผ่านไป 2-3 เดือน มันก็กลายเป็นเรื่องง่ายมาก และผมก็ทำกิจวัตรประจำวันเป็นปกติได้ต่อไป”


รูปแบบการใช้ชีวิตแบบไร้เงินของมาร์ก บอยล์ กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ เมื่อเขาเปิดตัวหนังสือที่มีชื่อว่า The Moneyless Man ซึ่งเขาได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับความท้าทายที่เขาต้องเผชิญ รวมไปถึงแนวทางแก้ไขที่เขาคิดขึ้นมาเอง ตลอดจนปรัชญาที่ผลักดันให้เขาทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต


“น่าแปลกที่ผมพบว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เติมเต็มชีวิตของผมได้มากที่สุด” มาร์กกล่าวในปี 2010

“ผมมีเพื่อนในชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม ผมไม่เคยป่วยเลยนับตั้งแต่นั้น และผมไม่เคยรู้สึกฟิตเท่านี้มาก่อน ผมพบว่ามิตรภาพไม่ใช่เงิน แต่เป็นความมั่นคงที่แท้จริง ความยากจนของชาวตะวันตกส่วนใหญ่เป็นเรื่องของจิตใจ ความเป็นอิสระที่แท้จริงคือการพึ่งพาซึ่งกันและกัน”



ในปี 2017 มาร์กตัดสินใจยกระดับการใช้ชีวิตของเขาให้เรียบง่ายขึ้นไปอีกด้วยการ “เลิกผลผลิตจากอุตสาหกรรม” เขารังเกียจเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่เราใช้กันในแต่ละวัน ไม่ใช่แค่โทรทัศน์ วิทยุ หรืออินเทอร์เน็ต แต่รวมไปถึงไฟฟ้าและน้ำประปาอีกด้วย

ในขณะที่ มาร์ก บอยล์ ให้คำจำกัดความของ “วิถีชีวิตที่เรียบง่าย” แตกต่างจากที่เราเข้าใจ โดยเขากล่าวว่า



“วิถีชีวิตของผมตอนนี้มักถูกเรียกว่า ‘ชีวิตที่เรียบง่าย’ แต่นั่นเป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง” มาร์กกล่าว เขาคิดว่าการใช้ชีวิตสมัยใหม่นั้นเรียบง่ายกว่ามาก เนื่องจากเทคโนโลยีช่วยชีวิตเราให้ง่ายขึ้นมากในแต่ละวัน แต่การใช้ชีวิตแบบเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำตามเขาได้

“ผมไม่ได้โรแมนติไซส์กับอดีต แต่ผมก็ไม่ได้โรแมนติไซส์กับอนาคตเช่นกัน ผมใช้ชีวิตมาแล้วทั้งมีเทคโนโลยีและไม่มี และผมก็รู้ว่าอะไรที่ทำให้ผมสงบสุขและพึงพอใจมากที่สุด” มาร์กล่าว


***หมายเหตุ: โรแมนติไซส์ (Romanticize) หมายถึง การทำให้ดูโรแมนติก โลกสวย ทั้งที่ความเป็นจริงมันไม่เป็นเช่น

เป็นอย่างไรบ้างครับเมื่ออ่านมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายคุณคิดว่าคุณอยู่แบบไม่ต้องใช้เงินเลยได้ไหมครับสำหรับเพื่อนๆท่านใดมีคำแนะนำหรือข้อเสนอที่ดีช่วยกรุณาแนะนำมาด้วยนะครับแสดงความคิดเห็นได้ตามใจชอบครับ

Homo neanderthalensis คือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ชนิดหนึ่ง ปัจจุบันนี้ได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว


นีแอนเดอร์ทาล (Homo neanderthalensis) คือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ชนิดหนึ่ง ปัจจุบันนี้ได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว โดยจัดอยู่ในสกุลเดียวกับมนุษย์ยุคปัจจุบัน คือ Homo และมีชีวิตอยู่ในทวีปยูเรเชียจนถึงเมื่อประมาณ 40,000 ปีก่อน นีแอนเดอร์ทาลถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1856 ที่ถ้ำเฟลด์โฮเฟอร์ในหุบเขาเนอันเดอร์ ใกล้เมืองดึสเซลดอร์ฟ ทางตอนเหนือของเยอรมนี

เข้ามาดูวิดีโอของฉันใน Shopee Video คลิกเลย 

>>> https://th.shp.ee/tt0nsg8?smtt=0.0.9

 โดยคนงานเหมืองขุดค้นพบกระดูกโบราณซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเป็นหมี และได้ส่งกระดูกนั้นแก่นักธรรมชาติวิทยา โยฮันน์ คาร์ล ฟูลรอทท์ ฟูลรอทท์จึงได้ส่งต่อให้แก่นักกายวิภาควิทยา เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้วจึงพบว่าเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ชนิดใหม่ จึงให้ชื่อว่า "นีแอนเดอร์ทาล" เพื่อเป็นเกียรติแก่หุบเขาเนอันเดอร์ สถานที่ที่ค้นพบ

ลองเข้ามาดูสินค้า BEAUTYลิปสติก ลิปกลอสทิ้นต์ ให้ความชุ่มชื้น น้ำหนักเบา สีสันแตกต่างชัดเจน ให้ความฉ่ำไม่มาก ลดราคา 55% เหลือ ฿0 เท่านั้น! ซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย! https://s.shopee.co.th/2VdwOUMUUQ

เมื่อเปรียบเทียบทางกายวิภาคกับมนุษย์สมัยใหม่ นีแอนเดอร์ทาลมีรูปร่างที่กำยำล่ำสัน แข็งแรงกว่า มีขาและแขนท่อนล่างที่สั้นกว่า ซึ่งสื่อให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการปรับตัวในสภาพอากาศที่หนาวเย็น รวมถึงมีภูมิคุ้มกันโรคที่ดีกว่ามนุษย์ปัจจุบัน แต่มีระดับสติปัญญาที่ต่ำกว่า ด้วยเหตุนี้เป็นสาเหตุหลักที่เชื่อว่าทำให้สูญพันธุ์


 นีแอนเดอร์ทาลเพศชายมีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 164 ถึง 168 เซนติเมตร ส่วนเพศหญิงมีความสูงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 152 ถึง 156 เซนติเมตร ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่านีแอนเดอร์ทาลสามารถสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ระหว่างกันได้ในระดับสูง หรือสามารถใช้ภาษาได้เหมือนอย่างมนุษย์ โฮโมเซเปี้ยน 

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนได้ถอดรหัสพันธุกรรมของนีแอนเดอร์ทาลได้เป็นผลสำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 2010 พบว่า นีแอนเดอร์ทาลและมนุษย์ปัจจุบันได้พบกันครั้งแรกเมื่อราว 40,000 ปีก่อน ที่ทวีปแอฟริกา และหลังจากได้อพยพออกมาจากแอฟริกา

ลองมาดูโชว์เคสของ Happy shopping บน Shopee สิ! 
👇

 มนุษย์ทั้งสองชนิดนี้ได้ผสมข้ามพันธุ์กัน จึงเกิดเป็นมนุษย์พันธุ์ผสม และจากการศึกษาพบว่าประชากรมนุษย์สมัยใหม่ (modern human) ในปัจจุบันที่อยู่นอกเหนือจากประชากรพื้นเมืองในทวีปแอฟริกา ล้วนมียีน หรือข้อมูลพันธุกรรมของนีแอนเดอร์ทาลผสมอยู่ปะปนกันโดยเฉลี่ยประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ โดยเชื้อชาติที่พบมากที่สุด คือ ชาวอิตาลี มี DNA ของนีแอนเดอร์ทาลผสมอยู่ที่ร้อยละ 4

แหวกแหกกฎธรรมชาติค้นพบผึ้งบัมเบิลบีใช้ทริคใหม่ เจาะรูใบไม้เพื่อกระตุ้นให้ออกดอกเร็วขึ้น! เป็นการปรับตัวฝ่าฤดูแปรปรวน


แหกกฎธรรมชาติ นักวิทย์พบผึ้งบัมเบิลบีใช้ทริคใหม่ เจาะรูใบไม้เพื่อกระตุ้นให้ออกดอกเร็วขึ้น! เป็นการปรับตัวฝ่าฤดูแปรปรวน

นักวิจัยพบว่าเมื่อต้นไม้ไม่ออกดอก เจ้าบัมเบิลบีมีเคล็บลับ แทะใบไม้เพื่อหลอกกระตุ้นให้พืชออกดอกเร็วกว่าเดิม 

บัมเบิลบีเป็นผึ้งนักผสมเกสรชั้นยอด เพราะมันมีร่างกายที่เต็มไปด้วยขนอย่างแน่นหนา แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเจ้าบัมเบิลบีมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง


การศึกษาล่าสุดได้ชี้เป้าว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นตัวการ ที่ส่งผลต่อจำนวนวันที่ร้อนมากขึ้นในแถบยุโรป และอเมริกาเหนือ ทำให้อัตราการสูญพันธุ์ของผึ้งบัมเบิลบีในท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น

แต่ตอนนี้นักวิจัยพบว่าบัมเบิลบีอาจหาวิถีทางให้ตัวเองอยู่รอดได้ในระยะยาวได้แล้ว โดยการกระตุ้นให้ต้นไม้ผลิตเกสรออกมา
.
นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์พบว่าเมื่อบัมเบิลบีเจอใบที่ไม่ยอมออกดอก มันจะใช้ปากของมันแทะใบให้เป็นรู แต่ไม่ได้เพื่อที่จะกินหรือเอาไปเก็บไว้ในรังแทนน้ำผึ้งนะ การแทะของมันเป็นการหลอกให้ต้นไม้ผลิตดอกออกมามากขึ้น 

เข้ามาดูวิดีโอของฉันใน Shopee Video คลิกเลย >>> 

👉https://th.shp.ee/tt0nsg8?smtt=0.0.9

ด้วยความสงสัยนักวิจัยได้สร้างเรือนกระจกขึ้นมาเพื่อทำการทดสอบ โดยมีพืชทั้งหมดอยู่ 10 ชนิดด้วยกัน และปล่อยบัมเบิลบีที่ยังไม่ได้ผสมเกสรเข้าไป ปรากฏว่าพวกมันแทะใบไม้ทุกต้น ต้นละทั้งหมด 10 รู ผลก็คือหลังจากนั้นเฉลี่ย 17 วัน ต้นไม้ก็ออกดอก !! ส่วนต้นที่ไม่ได้ถูกบัมเบิลบีแทะใช้เวลา 30 วันกว่าจะออกดอก  

Dr Mark Mescher จาก หนึ่งในนักเขียนจากวารสาร ETH Zurich กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการปรับตัวของผึ้งที่จะทำให้มันอยู่รอดไปได้ 

บทความจากวารสารวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามเลียนแบบพฤติกรรมของผึ้งในห้องทดลอง 

ซึ่งพวกเขาได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้พวกเขาคาดว่า น่าจะมีสารคัดหลั่งอื่น ๆ ในตัวของบัมเบิลบีที่ไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของดอกไม้นอกจากการแทะ แต่ยังไม่ทราบว่ามันคืออะไร พวกเขาจึงได้วางแผนที่จะตรวจสอบ

นักวิจัยกล่าวว่าบัมเบิลบีแทะใบไม้อย่างมีรูปแบบเฉพาะ “คุณจะเห็นว่ารูของใบไม้มักจะเป็นรูปครึ่งวงกลม” Dr Mescher กล่าว

นอกจากนี้ ทีมวิจัยพบว่าเมื่อพืชพวกนี้มีดอกอยู่แล้วเจ้าบัมเบิลบีจะไม่เข้าไปแทะ และยังพบอีกว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับผึ้งป่าเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ปักใจว่าผึ้งคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระตุ้นการออกดอกที่เร็วขึ้น ตัวพืชเองอาจเป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังนี้ก็ได้ เพราะการผสมเกสรก็เป็นสิ่งสำคัญของพืชเช่นกัน

พืชบางชนิดอาจมีวิวัฒนาการ สร้างกลยุทธ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อที่จะเร่งให้เกิดการออกดอก เมื่อรู้ตัวว่าใบไม้ของตนถูกแทะโดยผึ้ง
ลองมาดูโชว์เคสของ Happy shopping บน Shopee สิ! 
👇

ความสัมพันธ์ระหว่างบัมเบิลบีกับการออกดอกแสดงให้เห็นความยืดหยุ่นของสิ่งมีชีวิตที่จะต้องมีมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ฝนกบ ฝนปลา Fish Falls Weird Rain


ฝนกบ ฝนปลา
(Fish Falls & Weird Rain)
เรื่อง นี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ทุกท่านคงจะคุ้นเคยหรือทราบกันเป็นอย่างดีแล้วนะ ครับ ถ้างั้นเราก็จะไปกันแบบเร็วหน่อยดีมั๊ยครับ หากจะว่าไปแล้วเรื่องฝนสัตว์ ฝนพืชเนี่ย เป็นอะไรที่เหลือเชื่อและประหลาดน่าดูชมอยู่เหมือนกันนะครับ 


ถ้าหากเรามานั่งคิดกันตามหลักความเป็นจริงแล้ว การที่มีบางอย่างตกลงมาจากท้องฟ้าโดยที่ไม่ใช่ฝน หิมะหรือลูกเห็บ ฯลฯ มันก็ดูแปลกดีครับ และยิ่งถ้าสิ่งที่ตกลงมาเป็นปลา เป็นกบเนี่ย 
หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ละก็ ความแปลกก็จะทวีเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเลย
จากรายงาน บันทึกกล่าวไว้ว่าสิ่งที่มีการตกลงมาเป็นจำนวนมากไม่ใช่เพียงแค่ปลาอย่าง เดียวเท่านั้นนะครับ หากแต่ยังมีสัตว์อีกหลายชนิด 
เช่น กบ คางคก หอย จระเข้ ทาก งู อีกทั้งเมล็ดธัญพืชอีกนานาชนิดอีกด้วยครับที่เคยมีบันทึกเอาไว้ว่าตกลงมาจาก ท้องฟ้า อ้อ หากพูดถึงเรื่องฝนกบ ฝนปลา สารพัดฝนแล้วไม่พูดถึงบุคคลท่านนี้หน่อยก็จะดูกระไรอยู่นะครับ 
เขาก็คือชาร์ลส์ ฟอร์ท (Charles Fort) นั่นเอง

แล้ว ชาร์ลส์ ฟอร์ท เป็นใครกันละ? ครับ เขาก็คืออเมริกันชนผู้ที่บุกเบิกในเรื่องลึกลับและเหตุการณ์แปลกประหลาดเป็น คนแรกๆ ทั้งยังเป็นคนเก็บบันทึกรายงานเรื่องราวแปลกๆ เอาไว้มากมาย ผลงานตีพิมพ์เป็นหนังสือออกมาก็หลายเล่มอยู่ครับ แต่ฉบับที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็นหนังสือที่ชื่อ The Book of the Damned หรือที่รู้จักกันในชื่อฟอร์เทียน่า (Forteana)

ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมเหตุการณ์การประหลาดต่างๆ เอาไว้เพียบ เช่น ฝนกบ ฝนปลา ฝนเมล็ดพืชและปรากฏการณ์แปลกประหลาดอีกหลายเรื่องครับ


นาย ฟอร์ท คนนี้นั้นถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากทีเดียวครับในช่วงยุค ทศวรรษที่ 19 สำหรับยุคเฟื่องฟูและยุคบุกเบิกวงการเรื่องแปลก 

ลองมาดูโชว์เคสของ Happy shopping บน Shopee สิ! 
👇

เหตุการณ์ประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้ เรื่องฝนกบ ฝนปลา ก็ได้นายคนนี้แหละครับที่เป็นคนนำเสนอรายงานและเผยแพร่บันทึกเป็นวงกว้างมาก ขึ้นต่อสาธารณะชน กล่าวกันว่าบันทึกเรื่องแปลกของฟอร์ทนั้นมีถึง 600,000 เรื่อง เลยทีเดียวครับ นับว่าไม่ธรรมดาทีเดียว 


นอกเรื่องออกไปซะไกล กลับมาเข้าเรื่องต่อดีกว่าครับ คำถามที่สงสัยกันก็คงจะไม่พ้นข้อที่ว่า แล้วบรรดาปลาหรือสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นไปอยู่ในอากาศได้ยังไง ?
แล้วตกลงมาเป็นฝนได้อย่างไร ?
และไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เสียด้วยซิครับ อื้ม....มีผู้รู้และผู้สันทัดกรณี รวมทั้งผู้ที่ศึกษาปรากฏการณ์เหล่านี้อย่างจริงจัง 
ได้ให้คำอธิบายไว้ว่างี้ครับ 


คือว่าสาเหตุหรือตัวการที่เป็นต้นตอของเรื่องราวสารพัดฝนประหลาดนี้นั้นก็ คือ พายุเฮอร์ริเคน ทอร์นาโด ไต้ฝุ่น นี่แหละครับ ที่หอบเอาบรรดาสารพัดสิ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งบางทีอาจจะจากแม่น้ำลำคลอง คูหนอง คลองบึง ทะเล หรือมหาสมุทรหรือแล้วแต่ทางที่พายุพัดผ่านไป


 แล้วเมื่อพายุอ่อนกำลังลง บรรดาสารพัดสิ่งที่พายุพัดหอบเอามาด้วย ก็เลยตกลงไปกลายเป็นสารพัดฝนนี่แหละ นับว่าเป็นทฤษฎีที่ให้คำอธิบายที่ดีและน่าสนใจมากครับ

แม้อยู่ในยามสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ


"แม้อยู่ในยามสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ"
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ให้เราได้เรียนรู้ว่า... อย่าเชื่อว่าจะมีสงครามใดจะราบรื่นและเรียบง่ายหรือแก่ทุกคนที่ลงมือกระทำในวิถีชีวิตอันแปลกประหลาดนั้นจะสามารถคาดเดาถึงกระแสน้ำหรือพายุเฮอร์ริเคนที่เขาได้พบเจอ 


เหล่ารัฐบุรุษที่สร้างกระแสสงครามนั้นต้องระลึกถึงสัญญาณซึ่งเคยให้ไว้ เขานั้นมิได้เป็นเจ้านายแห่งนโยบยอีกต่อไป แต่กลับลดตัวลงมาเป็นทาสเหตุการณ์ที่คาดเดาและควบคุมไม่ได้...

เหล่านายทหารที่ไร้ความสามารถหรือหยิ่งยโสเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจไม่ได้ เป็นผู้วางตัวเป็นกลางที่อันตราย ชะตาร้าย เรื่องประหลาดที่น่าเกลียดและความล้มเหลวที่น่าอดสู
วินสตัน เชอร์ชิล, This Time It's Our War


เมื่อคุณกำลังจะฆ่าคน ไม่จำเป็นต้องมีความสุภาพอะไรไม่มีใครรับรองความสำเร็จในสงคราม เพียงแต่คิดว่าควรจะได้เท่านั้น
วินสตัน เชอร์ชิลล์
ท่านไม่อาจกล่าวได้ว่าเราไม่ได้พัฒนาอารยธรรมของเรา เพราะว่าในทุกสงครามจะมีวิธีใหม่สำหรับการฆ่าเสมอ
วิล โรเจอร์, หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ 
วันที่ 23 ธันวาคม 1929

สงครามนั้นคือสิ่งโหดร้าย ไม่มีใครพยายามจะปรับเปลี่ยนมัน ผู้ที่โหดร้ายกว่าจะจบลงเร็วกว่า
พลเอกวิลเลียม เชอร์แมน


"มีเด็กน้อยหลายคนคิดว่าสงครามคือหนทางไปสู่เกียรติยศ 
นั่นไม่ใช่ เด็กน้อย มันคือนรก"
นายพล วิลเลียม ที. เชอร์แมนส์

รายการบล็อกของฉัน